thansettakij
thansettakij
4 พรรคการเมืองดัง ประชัน"นโยบายสุขภาพ"

4 พรรคการเมืองดัง ประชัน"นโยบายสุขภาพ"

02 มี.ค. 66 | 02:30 น.

4 พรรคเปิดนโยบายด้านสุขภาพ “เพื่อไทย”ชูบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ “ก้าวไกล” แนะ 3 ช่องทางสู่ฮับการแพทย์ “ไทยสร้างไทย”ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็น 30 บาท PLUS “ประชาธิปัตย์”เน้นสร้างความมั่นคงในระบบสาธารณสุขและระบบสถานพยาบาล

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ได้จัดเสวนาพิเศษในงานดินเนอร์ทอล์ค หัวข้อ "นโยบายไทย : ศูนย์กลางการแพทย์อย่างยั่งยืน" จากเวที THANx Forum 2023 Health & Wellness Sustainability ที่ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2566

งานนี้ได้เชิญตัวแทนพรรคการเมือง 4 พรรค ประกอบด้วย “เพื่อไทย-ก้าวไกล-ไทยสร้างไทย-ประชาธิปัตย์” ร่วมเสวนาและนำเสนอนโยบายของแต่ละพรรคที่ใช้ในการหาเสียง สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ค. 2566 นี้ 


บัตรใบเดียวรักษาทุกที่

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวตอนหนึ่งว่า พรรคเพื่อไทยเป็นผู้ริเริ่มนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ รู้จักในชื่อโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ตั้งแต่ครั้งยังเป็นไทยรักไทย เมื่อ 22 ปี ที่แล้ว

แต่น่าเสียดายว่า ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้ดูแลบริหารนโยบายนี้เพียง 5 ปี ไม่มีโอกาสพัฒนาเติมเต็มสิ่งที่ตั้งใจไว้แต่เดิม ทำให้มีหลายสิ่งหลายอย่างแปรปรวนเปลี่ยนแปลง หรือ บิดเบี้ยวไป เช่น ความเจ็บปวดของประชาชนผู้เข้ารับบริการที่แออัด รอนาน ไม่ได้รับความสะดวก บริการไม่ดี ผู้คนถึงได้มีคำถามว่าสิทธิของประชาชนอยู่ตรงไหน

จากช่วงแรกที่ให้ช่วยจ่ายเล็กน้อยเป็นค่าธรรมเนียม หรือ "30 บาทรักษาทุกโรค" ต่อมาเป็นบริการฟรีในสิทธิบัตรทอง ซึ่งเมื่อฟรีแล้วต้องมีคุณภาพด้วย แต่ที่เห็นคือ หลายโรคเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคไม่ใช่จากเชื้อ เช่น มะเร็ง มาเป็นอันดับหนึ่ง มีผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยจากปัญหาสุขภาพจิต ที่มีถึง 1.5 ล้านราย

“หากประชาชนให้โอกาสพรรคได้เข้าไปบริหารนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในอีก 4 ปีข้างหน้านั้น เพื่อไทยต้องการเข้าไปรักษายี่ห้อ จะต้องยกระดับ ปรับ รื้อ ระบบบริหารสาธารณสุขใหม่ทั้งหมดด้วยเทคโนโลยี ทั้งด้านการแพทย์ และการสื่อสาร ที่ก้าวหน้ามาก ใช้บล็อกเชนเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพประชาชนทุกหน่วยบริการได้ทั้งหมด  ให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางเข้าใช้บริการที่ไหนก็ได้ ทุกที่ ทุกสิทธิ ตามที่ต้องการ เพื่อให้บัตรประชาชนใบเดียวเป็นกรมธรรม์ดูแลสุขภาพ” 

คุณภาพของระบบบริการสาธารณสุขจะดีขึ้น เนื่องจากไม่ต้องแย่งกันมาต่อแถวเข้าคิว สามารถนัดหมายล่วงหน้าได้ เข้าใช้บริการที่ไหนก็ได้ โดยสถานบริการทุกแห่งสามารถเรียกข้อมูลสุขภาพประชาชน จากที่เก็บบนคลาวด์ เป็นการนำทรัพยากรด้านสาธารณสุขที่มีอยู่ทั่วประเทศ ทั้งของรัฐ และเอกชน ทั้งโรงพยาบาลรัฐ-เอกชน คลีนิค ร้านยา ห้องแล็บ มาใช้พร้อมกันได้ทั้งหมด ไม่เกิดความสูญเปล่า  

“นโยบายปรับรื้อบริการสาธารณสุขใหม่หมดของเพื่อไทยที่เสนอมานี้ มีเป้าหมายสุดท้ายคือ ประชาชนมีสุขภาพดี ประเทศชาติสุขภาพดี มีรายได้ยั่งยืน 22 ปีที่เริ่มต้นจาก 30 บาทรักษาทุกโรค อะไรที่บกพร่องบิดเบี้ยวไปต้องปรับแก้ เชื่อมั่นว่าเป็นนโยบายที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้” นพ.ชลน่าน ระบุ

3ช่องทางสู่ฮับการแพทย์

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า  เวลาที่พูดถึง เมดิคัลฮับ ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องเมดิคัลทัวร์ริซึ่มอย่างเดียว  ถ้าเปิดดูแผนของรัฐบาล ตั้งแต่ปี 2560-2569 จะพบว่ารัฐบาลตั้งเป้าไว้ว่า องค์ประกอบของเมดิคัลฮับ ต้องมี 4 ส่วน คือ

ศูนย์กลางงานวิชการทางการแพทย์ ศูนย์กลางการบริการด้านสาธารณสุข  โปรดักส์ฮับ  และ เวลเนสฮับ หรือ บริการอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาล เป็นเรื่อง สปา หรือ นวดแผนโบราณ

เมื่อศึกษาการเป็นเมดิคัลฮับ จึงสงสัยว่า ประเทศไทย จะเป็นศูนย์กลางในเรื่องอะไร เพราะเรื่องการอยู่ดีกินดีค่อนข้างกว้างมาก ซึ่งเท่าที่ทราบว่า ไทยจะเป็นศูนย์กลางของโลก แต่กลับพบว่า แต่ละเรื่องไทยยังไปไม่ได้ไกลถึงขนาดจะเป็นศูนย์กลางด้านสาธารณสุขของโลกเลย แม้แต่นิดเดียว 

ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ภารกิจ เป้าหมายค่อนข้างล่องลอยมาก เราจึงควรกลับมาตั้งโจทย์ใหม่ ถึงกลยุทธการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ว่าทำเพื่ออะไร 

เรื่องเวลเนสฮับ ตอนนี้ไม่มีปัญหาอะไร ดูจะเป็นไปได้ด้วยดี  แต่ที่บอบช้ำคือ ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเวลเนส ที่เพิ่งฟื้นจากโควิด ยังคงสะบักสะบอมอยู่ เนื่องจากช่วงโควิดก็โดนกระทำจากคำสั่งรัฐบาลมากมาย ส่วนเรื่องโปรดักส์ฮับ เราต้องปรับปรุง ฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน

รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ยังแนะ 3 ช่องทางให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ คือ 1.ตั้งเป้าภารกิจให้ชัดเจนว่า วันนี้เราจะเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์เพื่ออะไร 2.จำเป็นต้องจัดสรรบุคลากรด้าน สาธารณสุขในภาพรวมไม่ให้เบียดเบียนประชากรของประเทศ แม้เราจะเป็นเมดิคัลฮับ แต่ต้องลำดับความสำคัญหลัก คือ การบริการประชาชน

3.ส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริงในประเทศ ผ่านกลไกจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐ ตั้งภารกิจให้ชัด จัดสรรบุคลากรบริการประชาชนก่อน หนุนอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ในประเทศให้เกิดขึ้นจริง 

                         4 พรรคการเมืองดัง ประชัน"นโยบายสุขภาพ"

ดัน 30 บาทพลัส 

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า จากที่เคยเป็นผู้ปฎิบัติงานในการผลักดันโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค 4  ปีเต็ม ผ่านมา 22 ปีแล้ว เมื่อ 22 ปีที่ผ่านมา บริบทดีมาก แต่วันนี้เปลี่ยนหมดแล้ว จึงต้องเปลี่ยนแนวคิด ต้องปฎิวัติระบบคิดของสาธารสุขทั้งหมด จากเดิมตั้งรับ แต่วันนี้การเข้าถึงการรักษาอาจมีปัญหา 

การที่จะสร้างคนให้แข็งแรงก่อนป่วย มองถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI ) เข้าถึงการแพทย์ เริ่มบริบทใหม่ของการแพทย์และการสาธารสุขไทย เราต้องก้าวไปสู่ Wellbeing Society  ให้ได้ และการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทัศน์ใหม่ จาก 30 บาทรักษาทุกโรค กลายเป็น 30 บาท PLUS สุขภาพดีถ้วนหน้า  

และต้องเปลี่ยนบริบทใหม่ทั้งหมด ขอเสนอ เราต้อง DIY Healthcare  ช่วงโควิด มีประโยชน์กับเรามาก และมันจะต้องอยู่กับเราต่อไป เราต้องยกเครื่องใช้เทคโนโลยีทั้งระบบ และต้องทำร่วมกับ 30 บาท PLUS  สุขภาพดีถ้วนหน้า  กับบำนาญประชาชน 30 บาท เพราะเราเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย

ที่สำคัญคือ อีก 15 ปี ข้างหน้า เราจะมีประชากรสูงวัยไทย เพิ่มเป็น 20.8 ล้านคน หรือ 31% ของประชากรทั้งประเทศ ต้องทำให้คนแก่แข็งแรง  มีอายุยืน เราจะมีศูนย์สร้างสุขภาพประจำหมู่บ้าน เราจะมีบำนาญประชาชน 3,000 บาท ดูแลสังคมสูงวัยให้แข็งแรง 

พรรคไทยสร้างไทยจะใช้ AI ทางการแพทย์มาพลิกโฉมระบบสาธารณสุขของประเทศ คนไทยทุกคนจะต้องมีหมอประจำตัว มีโมบายด๊อกเตอร์ติดตัวตลอดเวลา โดยใช้ ChatGPT คุยกับโมบายด๊อกเตอร์ ได้ 24 ชั่วโมง 

เมื่อเราดูแลสุขภาพคนไทยได้ดีแล้ว เราจะเปลี่ยนจาก Medical Hub เป็น Wellbeing Hub ของคนทั้งโลก ที่ต้องมาใช้ในประเทศไทย เจาะตลาดสุขภาพ 156 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่าตลาดการท่องเที่ยวถึงสองเท่า ตลาดท่องเที่ยวแค่ 76 ล้านล้านบาท

“เราจะมีรายได้จากการขายสุขภาพที่ดี ให้เป็น Wellbeing ของคนทั้งโลก อย่างน้อยจำนวน 1.2-1.5 ล้านล้านบาท ที่จะเป็นรายได้ เป็นการปฎิวัติระบบสาธารณสุขด้วยการใช้เทคโนโลยี เปลี่ยนแนวคิดจากการรอให้ป่วยแล้วไปรักษา” 

โอกาสไทยศูนย์สุขภาพ 

นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้นทุนของประเทศไทย โครงสร้างพื้นฐานในระบบสาธารณะสุข สถานพยาบาลมีพร้อมแล้ว และมีความเชื่อมั่นต่อระบบสาธารณะสุข ที่มีการฟื้นตัวจากสถารการณ์ต่างๆ ได้เร็ว อย่างการแพร่ระบาดโควิด

ขณะเดียวกัน นโยบายสุขภาพของประเทศนี้ที่จะสร้างโอกาสหลังสถานการณ์โควิด ซึ่งปัจจุบันมีการทำไปแล้ว โดยไทยได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน Expo 2028 Phuket Thailand ที่ภูเก็ต พื้นที่ที่พัฒนาเป็นหาดไม้ขาว 200 ไร่ ซึ่งจะเป็นโมเดลต้นแบบของศูนย์สุขภาพ และหากทำสำเร็จจะเข้าไปเสริมนโยบายการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพด้วย

อย่างไรก็ดี การที่จะเป็นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ต้องสอดคล้องไปกับการพัฒนาศักยภาพระเบียงเศรษฐกิจพื้นที่สุขภาพ ซึ่งจังหวัดระยอง เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงมาก เช่น ฝั่งอันดามัน และยังมีสิ่งที่สำคัญอย่างแพทย์แผนไทย ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นมรดกโลก สิ่งเหล่านี้จะมาเติมเต็มการพัฒนาศักยภาพและเป็นที่นิยมในกระแสสุขภาพต่างๆ

“แน่นอนว่า โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยมีความพร้อมเป็นศูนย์การแพทย์ที่ยั่งยืน ซึ่งจะต้องมีการดูแล และทำให้ได้ทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ”

ต้นน้ำ คือ การวิจัย เพื่อส่งเสริมนวัตกรรม โดยอุตสาหกรรมต้นน้ำต้องเกิดจากการวิจัยและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องร่วมมือกันทั้งประเทศ รวมทั้งเอกชน

กลางน้ำ คือ เรื่องบุคลากร ยา และมาตรฐานสถานพยาบาล จะต้องมีการเดินเป็นขบวน รัฐต้องเข้ามาช่วยดูแลและควบคุม เพื่อให้การสนับสนุนทั้งเรื่องสุขภาพ การท่องเที่ยว รวมทั้งประชาชนด้วย 

ปลายน้ำ คือ การให้บริการกับประชาชนคนไทย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ซึ่งต้องผลิตพยาบาลที่มีความสามารถเพิ่มมากขึ้น และรัฐก็ต้องสนับสนุนสถานพยาบาลไม่ว่าจะรัฐและเอกชน

ทั้งนี้ พื้นที่ที่จะพัฒนาในระเบียงเศรษฐกิจในแง่ศูนย์การแพทย์ที่จะเกิดขึ้น คือ ภูเก็ต เรามีการพูดถึงโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP)

ขณะที่พื้นที่พิเศษระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก ก็จะใช้ช่องทาง PPP ส่งเสริมนักลงทุนและผู้ประกอบการ 
ปัจจุปันพื้นที่ CLMV ที่เดินทางไปเกาหลี หรือที่อื่น เพื่อทำศัลยกรรม อนาคตจะเดินทางมาลงที่อู่ตะเภา โดยเราจะดึงแบรนด์ใหญ่ๆ อย่างธนบุรี ยันฮี เพื่อให้เป็นฮับของการศัลยกรรมความงาม และมีการเว้นภาษีให้สำหรับการนำเข้าเครื่องมือทางการแพทย์ เป็นต้น

“ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทุกระดับจะสนับสนุนไปสู่การสร้างรายได้ผู้ประกอบการ และสร้างความมั่นคงในระบบสาธารณสุขและระบบสถานพยาบาล ซึ่งมั่นใจว่าอีก 3 ปีข้างหน้า โอกาสจะมาอยู่ในมือคนไทย และให้โอกาสทางเศรษฐกิจมาเปลี่ยนเป็นเงินในกระเป๋าของคนไทย” นายสาธิต กล่าว