thansettakij
thansettakij
“สนธิรัตน์”เตือนรัฐหยุดวงจรถอนทุนทางการเมืองเหตุต้นทุนเลือกตั้งสูง

“สนธิรัตน์”เตือนรัฐหยุดวงจรถอนทุนทางการเมืองเหตุต้นทุนเลือกตั้งสูง

07 มิ.ย. 69 | 08:43 น.
อัปเดตล่าสุด :07 มิ.ย. 69 | 08:55 น.

“สนธิรัตน์”เตือนรัฐหยุดวงจรถอนทุนทางการเมือง ชี้อำนาจยิ่งแข็งแกร่งยิ่งต้องถูกตรวจสอบ ดัน 4 แนวทางปฏิรูปการเมือง ลดต้นทุนเลือกตั้ง เพิ่มความโปร่งใส ปิดช่องแสวงผลประโยชน์

KEY

POINTS

  • นายสนธิรัตน์เตือนรัฐบาลให้หยุด "วงจรถอนทุนทางการเมือง" ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่อาจนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์หลังเข้าสู่อำนาจ
  • ชี้ว่าสาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนการเลือกตั้งที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ผู้มีอำนาจจะหาทางถอนทุนคืน
  • เสนอแนวทางปฏิรูป 4 ประการเพื่อแก้ปัญหา เช่น การเปิดเผยข้อมูลโครงการรัฐให้โปร่งใส การเสริมสร้างกลไกตรวจสอบ และ การปฏิรูประบบเลือกตั้งเพื่อลดต้นทุน

แม้รัฐบาลปัจจุบันจะถูกมองว่ามีเสถียรภาพทางการเมืองสูง และยังคงกุมอำนาจบริหารประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ “หยุดวงจรถอนทุนทางการเมือง” โดยสะท้อนความกังวลต่อปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการเมืองไทย ที่อาจนำไปสู่การแสวงหาผลตอบแทนทางการเมืองหลังเข้าสู่อำนาจ

นายสนธิรัตน์ ระบุว่า ประวัติศาสตร์การเมืองไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ยิ่งรัฐบาลมีอำนาจเข้มแข็งมากเพียงใด ยิ่งจำเป็นต้องมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งควบคู่กันไป เพื่อป้องกันการใช้อำนาจที่อาจขาดความโปร่งใส และรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเมือง

นายสนธิรัตน์ มองว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องของบุคคล พรรคการเมือง หรือ รัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง หากแต่เป็นการหวนกลับมาของสิ่งที่เรียกว่า “วงจรถอนทุนทางการเมือง” ซึ่งเป็นปัญหาที่สังคมไทยเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง และยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรม

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา สังคมมีการตั้งคำถามต่อโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐหลายโครงการ ทั้งในด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี รวมถึงเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ แม้บางกรณีอาจไม่มีการกระทำผิดเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อเกิดข้อสงสัยจากสาธารณชน รัฐบาลย่อมมีหน้าที่ต้องชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส

“ความโปร่งใสไม่ใช่ภาระของผู้มีอำนาจ แต่เป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจ” นายสนธิรัตน์ระบุ พร้อมย้ำว่า การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะคือหัวใจสำคัญของการบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตย

นายสนธิรัตน์ วิเคราะห์ว่า รากเหง้าของปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง แต่เป็นผลจากโครงสร้างทางการเมืองที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะต้นทุนการเลือกตั้งที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันทางการเมืองที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก และแรงกดดันที่อาจเกิดขึ้นหลังจากผู้ชนะการเลือกตั้งเข้าสู่อำนาจ

พร้อมเห็นว่า เมื่อระบบการเมืองมีต้นทุนสูง ความเสี่ยงที่ผู้มีอำนาจจะถูกกดดันให้แสวงหาผลตอบแทนทางการเมือง หรือผลประโยชน์กลับคืนย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นวงจรที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันหาทางยุติ

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว นายสนธิรัตน์ เสนอแนวทางปฏิรูปสำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย การเปิดเผยข้อมูลโครงการภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้ง่าย การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กลไกตรวจสอบทั้งในรัฐสภา องค์กรอิสระ และภาคประชาชน การคุ้มครองสื่อมวลชน นักวิชาการ และผู้เปิดเผยข้อมูลที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ และการปฏิรูประบบการเมืองรวมถึงระบบเลือกตั้ง เพื่อลดต้นทุนทางการเมืองและสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ หรือผู้นำที่มีความตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน แต่สิ่งที่ยังขาดคือ ระบบที่เอื้อให้คนดีสามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ และในขณะเดียวกันสามารถปิดช่องทางไม่ให้ผู้ที่หวังใช้การเมือง เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากอำนาจรัฐ

“การแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่การล้มฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือ การสร้างระบบที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน” นายสนธิรัตน์ระบุ พร้อมทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยสามารถปฏิรูประบบการเมืองตั้งแต่ต้นทางได้อย่างถูกต้อง ก็จะมีโอกาสก้าวพ้นวงจรถอนทุนทางการเมือง และเดินหน้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว