thansettakij
thansettakij
สว.สำรองบุก กกต. จี้ส่งคดีฮั้ว สว. ถึงศาลฎีกา อย่าใช้อำนาจปัดตก

สว.สำรองบุก กกต. จี้ส่งคดีฮั้ว สว. ถึงศาลฎีกา อย่าใช้อำนาจปัดตก

05 มิ.ย. 69 | 06:05 น.
อัปเดตล่าสุด :05 มิ.ย. 69 | 06:24 น.

กลุ่ม สว.สำรองยื่นหนังสือบี้ กกต. ให้ส่งคดีฮั้ว สว. 229 รายถึงศาลฎีกา ชี้พยานหลักฐานแน่นหนากว่าหลายคดีที่ศาลเคยพิพากษาลงโทษ แฉมีกระแสต่อรองการเมืองฟันแค่กลุ่มละ 2 คน

KEY

POINTS

  • กลุ่ม สว.สำรอง นำโดย "ทนายอั๋น บุรีรัมย์" ยื่นหนังสือถึง กกต. เรียกร้องให้ส่งสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ที่มีผู้เกี่ยวข้อง 229 ราย ให้ศาลฎีกาวินิจฉัย
  • อ้างกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 ที่กำหนดให้ กกต. ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกา หากมีเหตุอันควรสงสัย และชี้ว่า กกต.ไม่มีอำนาจในการปัดตกคำร้องเอง
  • พร้อมเผยมีกระแสข่าวความพยายามต่อรองทางการเมือง ให้ดำเนินคดีผู้กระทำผิดเพียงกลุ่มละ 2 คย แต่ยืนยันจุดยืนต้องการให้ผู้มีชื่อในสำนวนทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสำรอง (สว.สำรอง) นำโดย นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ "ทนายอั๋น บุรีรัมย์" ได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรียกร้องให้มีมติส่งคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา 229 ราย ไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยตามกระบวนการกฎหมาย

นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า คดีดังกล่าวมีพยานหลักฐานจำนวนมาก ทั้งเส้นทางการเงิน แชตไลน์ คลิปเสียง และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าคดีเลือกตั้งหลายคดีที่ กกต. เคยส่งให้ศาลฎีกาพิจารณาและมีคำพิพากษาลงโทษมาแล้ว

อ้างกฎหมายไม่เปิดช่องให้ปัดตก

นายภัทรพงษ์ ระบุว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 62 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือก ส.ว. กกต. ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย

"เพียงหลักฐานแชตไลน์ เส้นเงิน หรือคลิปเสียง ก็ถือเป็นเหตุอันควรสงสัยตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว กกต. จึงไม่มีเหตุผลที่จะยุติเรื่องหรือปัดตกคำร้องเอง" 

ปูดมีต่อรองฟันกลุ่มละ 2 คน

นายภัทรพงษ์ ยังเปิดเผยว่า มีรายงานข่าวทางการเมืองเกี่ยวกับความพยายามต่อรองให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องเพียงบางส่วน หรือกลุ่มละ 2 คน เพื่อเปิดทางให้ สว.สำรองบางรายเลื่อนขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน

อย่างไรก็ตาม กลุ่ม สว.สำรองยืนยันว่า จุดยืนของตนไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางการเมือง แต่ต้องการให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามหลักนิติรัฐและนิติธรรม โดยผู้ที่มีชื่ออยู่ในสำนวนทั้งหมดควรถูกส่งให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา

ฮั้ว สว.โยง"แสวง"ถูกประเมินไม่ผ่าน

ในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว นายภัทรพงษ์ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. อาจพ้นจากตำแหน่งหลังไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568

นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากความล่าช้าในการดำเนินการสำนวนคดี “ฮั้ว สว.” และเห็นว่า หากผลประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนด ก็ควรยอมรับผลการพิจารณา พร้อมชี้ว่าประชาชนจำนวนมากขาดความเชื่อมั่นต่อการทำงานของสำนักงาน กกต.

ทวงเงินรางวัลแจ้งเบาะแสทุจริต สว.

ด้าน นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง และ พ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้งจังหวัดสมุทรปราการ เรียกร้องให้ กกต. ชี้แจงการจ่ายเงินรางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแสคดีทุจริตเลือก สว. ในจังหวัดสมุทรปราการ

ทั้งสองระบุว่า แม้คดีจะสิ้นสุดและศาลมีคำพิพากษาแล้ว แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีผู้แจ้งเบาะแสได้รับเงินรางวัลตามระเบียบ กกต. จึงต้องการให้ชี้แจงว่ามีการตั้งงบประมาณรองรับไว้หรือไม่

คดีฮั้ว สว.ชี้ความน่าเชื่อถือ กกต.

การเคลื่อนไหวของกลุ่ม สว.สำรองครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่คดีฮั้ว สว. กำลังถูกจับตามองจากทุกฝ่าย เนื่องจากอาจส่งผลต่อสถานะของสมาชิกวุฒิสภาจำนวนมาก รวมถึงดุลอำนาจทางการเมืองในอนาคต

ท่าทีของ กกต. ว่าจะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาตามข้อเรียกร้องหรือไม่ จึงถูกมองว่า เป็นบททดสอบสำคัญต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรจัดการเลือกตั้ง และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของคดีการเมืองที่ร้อนแรงที่สุดคดีหนึ่งของปี 2569