thansettakij
thansettakij
วัดใจ 7 กกต.ชี้ชะตา“ฮั้ว สว.”เป่าคดี หรือ ส่งศาลฎีกา

วัดใจ 7 กกต.ชี้ชะตา“ฮั้ว สว.”เป่าคดี หรือ ส่งศาลฎีกา

วัดใจ 7 กกต.ชี้ชะตา“ฮั้ว สว.”เป่าคดีหรือส่งศาลฎีกา : รายงานพิเศษ โดย...ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4026

KEY

POINTS

  • กกต.ทั้ง 7 คน เตรียมวินิจฉัยชี้ขาดคดี "ฮั้ว สว." ที่มีผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ว่าจะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาต่อ หรือจะยกคำร้อง
  • การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความเห็นที่ขัดแย้งกันของคณะทำงาน 2 ชุด โดยคณะไต่สวนชุดแรกเห็นควรส่งฟ้องศาล แต่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดหลังมีมติให้ยกคำร้อง
  • คดีคาดว่าจะเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ในเดือนมิถุนายน โดยมีกรอบเวลา 90 วันในการตัดสิน ซึ่งผลลัพธ์จะส่งผลกระทบทางการเมืองและความน่าเชื่อถือของ กกต.อย่างสูง

คดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 ซึ่งถูกเรียกขานในทางการเมืองว่า “คดีฮั้ว สว.” กำลังเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่สุด นับตั้งแต่มีการร้องเรียนและตรวจสอบกระบวนการเลือก สว. เมื่อปีที่ผ่านมา

หลังจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปสำนวนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ กกต.ชุดใหญ่ ล่าสุด นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ระบุว่า คดีดังกล่าวคาดว่าจะเข้าสู่ที่ประชุม กกต. ภายในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ และเมื่อเข้าสู่การพิจารณาอย่างเป็นทางการแล้ว จะเริ่มนับกรอบเวลา 90 วัน ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ กกต.ต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จ

นั่นหมายความว่า จากนี้ไปสายตาทางการเมืองทั้งหมด กำลังจับจ้องไปยัง กกต.ทั้ง 7 คน ว่าจะเลือกเดินไปในทิศทางใด ระหว่างส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย หรือ มีมติยุติเรื่องตามความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ

229รายชื่อจุดสำคัญของคดี

สาระสำคัญของคดีฮั้ว สว. อยู่ที่ผลการไต่สวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ซึ่ง กกต.แต่งตั้งขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2568 โดยมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน

คณะไต่สวนชุดดังกล่าวมีความเห็นว่า ผู้ถูกไต่สวนจำนวน 229 ราย มีพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 หลายมาตรา และเสนอให้ กกต.ดำเนินการส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล

รายชื่อผู้ถูกกล่าวหาประกอบด้วย สว. 138 คน ขณะที่อีก 91 คน เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายทางการเมือง นักการเมืองระดับชาติ รวมถึงบุคคลในฝ่ายบริหารบางส่วน

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งและเรื่องร้องเรียน ชุดที่ 36 ซึ่งได้รับมอบหมายให้พิจารณาสำนวนดังกล่าว กลับมีมติ 5 ต่อ 2 ให้ “ยกคำร้อง” ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด

ความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างคณะไต่สวนกับคณะอนุกรรมการวินิจฉัย จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ กกต.ชุดใหญ่ต้องชั่งน้ำหนัก

2 มติ - 2 ผลลัพธ์ทางการเมือง

หาก กกต.มีมติสอดคล้องกับคณะไต่สวนชุดที่ 26 และส่งเรื่องเข้าสู่ศาล ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสถานะของ สว.จำนวนมากเท่านั้น เพราะในจำนวนผู้ถูกกล่าวหา ยังมีบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และมีชื่อเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองที่เป็นแกนหลักของรัฐบาลปัจจุบัน

หากคดีเข้าสู่ศาล อาจก่อให้เกิดผลทางกฎหมายและจริยธรรมต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองบางรายตามมา ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะต่อไป

ในทางกลับกัน หาก กกต.มีมติ “ยกคำร้อง” ตามความเห็นของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 คดีที่ถูกจับตาอย่างมากจากสังคมจะสิ้นสุดลงในชั้น กกต. โดยไม่ไปถึงศาล

แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวก็อาจนำมาซึ่งคำถามใหม่เกี่ยวกับเหตุผลประกอบการวินิจฉัย เนื่องจากก่อนหน้านี้คณะไต่สวนได้สรุปว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดี

ปมหลักฐานที่อยู่ในสำนวน

ข้อมูลที่ปรากฏจากการสืบสวนก่อนหน้านี้ ระบุถึงพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเตรียมผู้สมัคร สว. ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มีการกล่าวอ้างถึงการจัดระบบผู้สมัครในแต่ละกลุ่ม การจัดทำบัญชีรายชื่อหรือ “โพย” สำหรับการลงคะแนน การนัดหมายผู้สมัครในหลายจังหวัดก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางและการใช้จ่ายเงินในกระบวนการดังกล่า

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายบางแห่งเคยนำมาประกอบการสืบสวน โดยมีการกล่าวถึงวงเงินธุรกรรมหลายร้อยล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวยังอยู่ในชั้นพิจารณา และยังไม่ได้ผ่านการวินิจฉัยโดยศาล ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาหลายฝ่ายได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่อง

สว.“ต้นขั้ว”องค์กรอิสระ

เหตุผลที่คดีนี้ได้รับความสนใจสูง ไม่ได้เป็นเพียงเพราะจำนวนผู้ถูกกล่าวหาที่มีมากถึง 229 คน แต่ยังเกิดจากสถานะของวุฒิสภา ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบการเมืองไทย

วุฒิสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือ องค์กรสำคัญอื่น ๆ

ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา กกต.ชุดปัจจุบันจำนวน 4 คน ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดที่กำลังถูกตรวจสอบในคดีนี้
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อสังเกตทางการเมืองจากหลายฝ่ายว่า คำวินิจฉัยของ กกต.ใน “คดีฮั้ว สว.” จะถูกสังคมตรวจสอบอย่างเข้มข้นเป็นพิเศษ

ฝ่ายค้านจับตา“จุดวัดใจ”

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาเรียกร้องให้ กกต.พิจารณาคดีตามพยานหลักฐานในสำนวน ฮั้ว สว.

โดยเห็นว่า หลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ ทั้งรูปแบบการลงคะแนน การเคลื่อนไหวของผู้สมัคร การรวมตัว และ ข้อมูลเส้นทางการเงิน เป็นประเด็นที่ควรได้รับการตรวจสอบโดยศาล

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หาก กกต.มีมติไม่ส่งเรื่องเข้าสู่ศาล อาจนำไปสู่ข้อครหาทางการเมืองต่อองค์กรได้

                                         วัดใจ 7 กกต.ชี้ชะตา“ฮั้ว สว.”เป่าคดี หรือ ส่งศาลฎีกา

7 กกต.ผู้ชี้ชะตา 229 ราย 

สำหรับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดปัจจุบัน 7 คน ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ทางการของสำนักงาน กกต. มีดังนี้

1.นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2568

2.ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการ กกต. ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 4 ธันวาคม 2561 

3.นายชาย นครชัย กรรมการ กกต. ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 2 ตุลาคม 2566

4.นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการ กกต. ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 19 มีนาคม 2567

5.นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการ กกต. ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2568 

6.นายณรงค์ รักร้อย กรรมการ กกต. ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2568

7.นายจิรุตม์ วิศาลจิตร กรรมการ กกต. ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 26 มีนาคม 2569

ทั้งนี้ ใน กกต. 7 คนชุดปัจจุบัน มีกรรมการที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน จำนวน 4 คน ได้แก่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์, นายอนันต์ สุวรรณรัตน์, นายณรงค์ รักร้อย และ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร

เดิมพันความน่าเชื่อถือ กกต.

ไม่ว่าผลการวินิจฉัยจะออกมาในทิศทางใด คดีฮั้ว สว. กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของ กกต.ชุดปัจจุบัน

หากส่งศาล คดีจะเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นตุลาการ และอาจส่งแรงกระเพื่อมทางการเมืองครั้งใหญ่

แต่หากยกคำร้อง กกต.ก็จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลทางกฎหมายอย่างละเอียดและหนักแน่น เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยของสังคมที่ติดตามคดีนี้มาอย่างต่อเนื่อง

จากนี้ไป 90 วัน จึงไม่ใช่เพียงการตัดสินชะตาของผู้ถูกกล่าวหา 229 รายเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่จะชี้วัดความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อองค์กรจัดการเลือกตั้งอย่าง กกต. และ อาจกำหนดทิศทางการเมืองไทยในระยะต่อไปได้ด้วย

รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4026