
เบื้องลึก“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”จุดเปลี่ยนสู่ระบบช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าเพื่อคนเปราะบาง
“สนธิรัตน์”เปิดเบื้องลึกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จุดเริ่มต้นเหลือแบบมุ่งเป้า ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแจกเงิน แต่เป็นการปฏิรูประบบสวัสดิการรัฐไทยครั้งสำคัญ
KEY
POINTS
- บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นจุดเปลี่ยนนโยบายสวัสดิการไทย จากการช่วยเหลือแบบ "หว่านแห" สู่ระบบ "มุ่งเป้า" (Targeted Subsidy) เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงอย่างแม่นยำ
- โครงการถูกออกแบบมาเพื่อโอบอุ้มกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะ ได้แก่ ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ คนพิการ เกษตรกร และแรงงานนอกระบบ
- เน้นการออกแบบให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ง่าย โดยมีช่องทางลงทะเบียนทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ผ่านหน่วยงานรัฐ เพื่อไม่ให้กลุ่มเปราะบางที่ขาดทักษะดิจิทัลตกหล่น
วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถ่ายทอดมุมมองและเบื้องหลังการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในหัวข้อ “เบื้องลึกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และจุดเริ่มต้นโครงการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า” โดยระบุถึงเจตนารมณ์แท้จริงในการจัดตั้งโครงการเมื่อปี 2560 ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแจกเงิน แต่เป็นการปฏิรูประบบสวัสดิการรัฐไทยครั้งสำคัญ
จาก"หว่านแห"สู่"ช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า"
นายสนธิรัตน์ เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2560 ที่มีโอกาสเข้ามาดำเนินโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป้าหมายตั้งแต่วันแรกไม่ใช่แค่การทำ "บัตรคนจน" หรือบัตรสำหรับผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น แต่คือ การสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เพื่อให้รัฐบาลสามารถส่งความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่เดือดร้อนจริง ๆ ได้อย่างแม่นยำและตรงจุด (Targeted Subsidy)
"ที่ผ่านมา เวลารัฐออกมาตรการช่วยเหลือแบบกว้าง ๆ เรามักเจอปัญหาว่าเงินไปถึงคนจำนวนมากก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่าจะไปถึงคนที่จำเป็นที่สุดเสมอไป"
ระบบนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อโอบอุ้มกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะ ประกอบด้วย กลุ่มผู้มีรายได้น้อย, ผู้สูงอายุ และ คนพิการ, เกษตรกร และ แรงงานนอกระบบ, ผู้ที่ขาดหลักประกันทางเศรษฐกิจเมื่อเผชิญภาวะวิกฤต
ต้องไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
โจทย์ใหญ่ในการออกแบบระบบ เมื่อปี 2560 คือ "การเข้าถึง" นายสนธิรัตน์ เน้นย้ำว่า นโยบายที่ดีต้องไม่ผลักภาระให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่อาจไม่มีสมาร์ตโฟน ไม่มีอินเทอร์เน็ต หรือ ขาดทักษะทางดิจิทัล ดังนั้น การลงทะเบียนจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระบบออนไลน์ แต่ผสมผสานช่องทางออฟไลน์ผ่าน
สถาบันการเงินการคลัง: ธนาคารรัฐ และหน่วยงานราชการในพื้นที่
ทีมงานเชิงรุก: เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยลงทะเบียนโดยตรง
ระบบคัดกรอง: ตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันการตกหล่น
ความสำเร็จที่ต่อยอด: จาก "e-Payment" สู่การอุ้ม "ร้านโชห่วย"
แนวคิดการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าในวันนั้น ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญให้กับการพัฒนานโยบายดิจิทัลของภาครัฐในเวลาต่อมา โดยรัฐบาลเริ่มนำระบบข้อมูล (Data), เทคโนโลยีอีเพย์เมนท์ (e-Payment) และระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพการโอนเงินที่รวดเร็วและตรวจสอบได้
นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจ คือ การกำเนิด “ร้านค้าประชารัฐ” ซึ่งเข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการพยุงและฟื้นฟูร้านโชห่วยในท้องถิ่น ไม่ให้ล้มหายตายจากไปตามกระแสทุนใหญ่ แต่กลับสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งจนถึงปัจจุบัน
บทเรียนสู่ปัจจุบัน"คนจำเป็นก่อนต้องได้ก่อน"
เมื่อมองสะท้อนกลับมายังมาตรการในปัจจุบัน อย่างโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” นายสนธิรัตน์ ได้ตั้งคำถามสำคัญต่อการออกแบบนโยบายของรัฐบาลว่า วันนี้คำถามหลักไม่ควรอยู่แค่ที่ว่า "รัฐจะเยียวยากี่บาท" หรือ "มีตัวเลขผู้ใช้สิทธิมากเท่าไหร่" แต่สิ่งที่รัฐต้องตระหนักและทบทวนให้ดีคือ
กลุ่มคนที่จำเป็นที่สุด เข้าถึงสิทธิได้จริงหรือไม่?
ระบบที่ออกแบบมา มีความเป็นธรรมแล้วหรือยัง?
นายสนธิรัตน์ ย้ำชัดว่า นโยบายของรัฐไม่ควรเป็นระบบ "ใครมาก่อนได้ก่อน" (First-come, first-served) หรือตัดสินกันที่ความเร็วในการกดสิทธิ และความพร้อมทางเทคโนโลยี แต่ควรตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานที่ง่ายและซื่อตรงที่สุด คือ “คนที่จำเป็นก่อน ต้องได้ก่อน” เพราะนี่คือหัวใจสำคัญของการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อดูแลประชาชนอย่างแท้จริง






