
“สนธิรัตน์”แนะไทยต้องเร่งเปิดเสรีไฟฟ้า โอกาสใหญ่รออยู่
“สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์”ชี้เปิดเสรีไฟฟ้าเป็นหัวใจปลดล็อกศักยภาพพลังงานหมุนเวียน เปิดทางซื้อขายไฟเสรี หนุนโซลาร์–พลังงานชุมชนโต ดึงลงทุน Green Energy
KEY
POINTS
- นายสนธิรัตน์ชี้ว่าไทยต้องเร่งเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลนำเข้า ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น
- การเปิดเสรีจะส่งเสริมให้ประชาชนและเอกชนสามารถผลิตและซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง ซึ่งจะปลดล็อกศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศ
- ตลาดไฟฟ้าเสรีและพลังงานสะอาดจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และสร้างโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค
เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แสดงความเห็นในหัวข้อ “เปิดเสรีไฟฟ้าต้องเร็ว โอกาสใหญ่รอไทยอยู่” โดยสะท้อนภาพใหญ่ของโลกพลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจัยความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
สำหรับประเทศไทย ความผันผวนดังกล่าวไม่ใช่เพียงปัจจัยภายนอก แต่เป็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” เนื่องจากไทยยังคงพึ่งพาพลังงานฟอสซิลนำเข้าในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ทำให้ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตโลก ต้นทุนพลังงานของประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นทันที และส่งผ่านไปยังค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ควรฝากอนาคตไว้กับพลังงานฟอสซิลเหมือนเดิมอีกต่อไป” นายสนธิรัตน์ กล่าว
อดีตรัฐมนตรีพลังงาน ยังชี้ว่า ไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ จากปัจจัยด้านภูมิประเทศที่มีแสงแดดตลอดปี พื้นที่ภาคเกษตรที่สามารถต่อยอดเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า รวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ และเศรษฐกิจดิจิทัล
หากมีการวางนโยบายอย่างถูกทิศทาง ประเทศไทยสามารถยกระดับเป็น “ศูนย์กลางพลังงานหมุนเวียนของภูมิภาค” ได้ไม่ยาก
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยชี้ขาดสำคัญอยู่ที่ “การเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า” ซึ่งนายสนธิรัตน์ ระบุว่า เป็นกลไกหลักของการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง เพราะจะทำให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และชุมชน สามารถผลิตและซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันได้โดยตรง ภายใต้ระบบที่โปร่งใสและเป็นธรรม ลดการผูกขาดของผู้ผลิตรายใหญ่
พร้อมอธิบายว่า เมื่อโครงสร้างตลาดเปิดกว้าง จะเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วของโซลาร์รูฟท็อป โครงการพลังงานชุมชน และระบบกักเก็บพลังงาน โดยไม่จำเป็นต้องรอการขับเคลื่อนจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากการขายไฟฟ้า ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและดาต้าเซ็นเตอร์สามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้จริง
นอกจากนี้ การมีระบบไฟฟ้าที่เปิดกว้างและยืดหยุ่น ยังช่วยลดความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานในระยะยาว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันให้ความสำคัญกับการเข้าถึงพลังงานสีเขียวเป็นปัจจัยหลัก
“การแข่งขันวันนี้ไม่ได้อยู่แค่เรื่องค่าแรงหรือสิทธิประโยชน์ แต่ขึ้นอยู่กับว่า ประเทศไหนมีพลังงานสะอาดเพียงพอและเข้าถึงได้จริง” อดีตรัฐมนตรีพลังงานกล่าว
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย นายสนธิรัตน์ ระบุว่า ภาครัฐควรเร่งดำเนินการใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) การปรับปรุงและปลดล็อกกฎระเบียบที่ล้าสมัย และการเปิดตลาดไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งยังเตือนว่า ทุกความล่าช้าไม่เพียงทำให้ประเทศต้องแบกรับต้นทุนพลังงานแบบเดิมที่สูงขึ้น แต่ยังหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่เดินหน้าเร็วกว่าด้วย
“โอกาสใหญ่กำลังรอประเทศไทยอยู่ แต่ไม่มีโอกาสใดจะรอเราไปตลอด” นายสนธิรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย






