นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า แผนกลยุทธ์ของทางตลาดหลักทรัพย์ในระยะ 3 ปีข้างหน้า (ปี 2569-2571) ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”
โดยจะดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าดึงดูดของตลาด (Attractiveness), การเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity), การเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (Valuation) และที่สำคัญคือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ทุกภาคส่วน
1.รุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น (Exciting Markets with Confidence)
การดึงดูดฟันด์โฟลว์ : โดยผนึกกำลังกับพันธมิตรกระตุ้นให้ผู้ลงทุนกลับมาซื้อขายและขยายฐานผู้ลงทุนใหม่ หลังปี 68 สภาพคล่องปรับลดลงจากหลายปัจจัยที่กดดัน โดยจะมีการเพิ่มสินค้าใหม่ Bond Connect Platform, Crypto ETF พร้อมขยาย DR และ L&I ETF เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนกลุ่มต่างๆ ที่มีความต้องการที่หลากหลาย
ควบคู่การพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ให้เป็นศูนย์รวมพอร์ตลงทุนสินทรัพย์ทุกประเภท เพื่อเพิ่มความสะดวกผู้ลงทุน นอกจากนี้เตรียมจัดโรดโชว์ในประเทศและต่างประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศควบคู่ไปกับการทบทวนกฎเกณฑ์เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนจากต่างประเทศ
ยกระดับบริษัทจดทะเบียนด้วยคุณภาพ : ผนึกหน่วยงานกำกับฯ ทบทวนกฎเกณฑ์และกระบวนการ IPO ให้รวดเร็วขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพและดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยและผลักดันให้สามารถแข่งขันกับตลาดหุ้นต่างประเทศได้
พร้อมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดึงดูดบริษัทกลุ่ม New Economy, บริษัทต่างชาติ รวมถึง SME และ Startup เข้าสู่ตลาดทุนไทย
ขณะเดียวกันมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม บจ.ปัจจุบัน เดินหน้าสร้าง visibility แผนงานของ บจ. ในโครงการ JUMP+ ต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านบรรษัทภิบาลของ บจ. ไทย
รุก TFEX เสริมกลยุทธ์ลงทุน : ส่งเสริมการใช้ TFEX เสริมพอร์ตหุ้นอย่างจริงจัง สร้างกลยุทธ์การลงทุน พร้อมเพิ่มสินค้าอนุพันธ์ใหม่ๆ ขยายโอกาสการลงทุน เช่น ตราสารอนุพันธ์ระยะสั้น (Short-dated products) Crypto-based product เป็นต้น
ตลอดจนเพิ่มสภาพคล่องทางการซื้อขายผ่านการทำงานของ Market Maker และ Professional Trader พร้อมร่วมมือกับบริษัทหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศขยายฐานผู้ลงทุนในวงกว้าง
2. ผนึกกำลัง ขยายการเติบโต (Grow Business with Stakeholders)
สร้าง SET Climate Ecosystem : ร่วมกับพันธมิตรขยายการใช้งาน SETCarbon ในกลุ่ม บจ. รวมถึง Supply chain ของ บจ. ธนาคาร และลูกค้าธนาคาร โดยมีแผนพัฒนาฟังก์ชันให้ครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ ตั้งเป้า บจ. ใช้งานระบบเพิ่มขึ้นอีก 100 บริษัท
พร้อมมุ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาฐานข้อมูลคาร์บอนกลางของประเทศด้วยมาตรฐานข้อมูลเดียวกันสำหรับทุกภาคส่วน รวมทั้งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนให้รองรับ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ต่อยอดธุรกิจ Market Data & Access : โดยการนำ AI มาพัฒนาข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งภายในและให้บริการภายนอกองค์กร พัฒนานโยบายสำหรับการให้บริการเชิงพาณิชย์ให้เทียบเคียงสากล
3. เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน (Great Process and People)
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับการบริการ : โดยจะมีการพัฒนาระบบ Clearing ใหม่เพื่อเตรียมการที่จะเริ่มให้บริการในปี 70 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของระบบ และยกระดับ TSD e-Service เช่น QR Code Sealer, e-Proxy, e-Document, Investor Portal
วางรากฐานพัฒนาคน : ขับเคลื่อนบุคลากรเพื่อสอดรับกับทิศทางองค์กรและธุรกิจ พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สร้างสรรค์นวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม และตระหนักถึงความยั่งยืน
"ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งหวังว่าการดำเนินการตามแผนกลยุทธ์ทั้ง 3 ด้าน จะช่วยให้ตลาดทุนไทยกลับมามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่จะเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าสู่ตลาดทุน และสร้างโอกาสการลงทุนที่ยั่งยืนอย่างทั่วถึงสำหรับทุกคน" นายอัสสเดช กล่าว
สำหรับบทบาทในปี 2569 ทีมตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องดุดันมากขึ้น เพราะดูตัวอย่างโครงการ JUMP+ จากประเทศญี่ปุ่น ที่ผู้จัดการตลาดหุ้นญี่ปุ่นออกไปโรดโชว์และชี้แจงว่าบริษัทไหนทำหรือบริษัทไหนไม่ทำ เพื่อสร้างความกดดันและคิดว่าเราต้องกล้าในการทำเรื่องเหล่านี้มากขึ้น
ซึ่งต้องขอชื่นชม 110 บจ.ที่ปัจจุบันได้เข้ามาร่วมโครงการ JUMP+ มาก เพราะกล้าที่จะออกมาจาก Safe Zone และพัฒนาแผนที่จะออกมาสื่อสารให้ผู้ลงทุนได้รับทราบ ทั้งๆที่มีปัจจัยเสี่ยงปัจจัยหลายอย่างที่อาจเกิดขึ้น
ด้าน CG แม้การกำกับดูแลจากหนักแน่นมาโดยตลอด แต่สิ่งที่กำลังคิดจะทำคือการเดินไปเคาะประตูทุกบริษัท เพื่อให้ทุกบริษัทรับทราบถึงหน้าที่ในการเป็นกรรมการบริษัทจดทะเบียนและความเสี่ยงคืออะไร
ส่วนกฎเกณฑ์ในตลาดทุนก็ต้องดุดันเช่นเดียวกัน เพราะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯออกเกณฑ์ใหม่ๆจำนวนมาก ซึ่งตอบโจทย์นักลงทุนไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทำให้ต้องมานั่งพิจารณาเกณฑ์ที่ออกมาทั้งหมดเป็นประโยชน์ต่อตลาดทุนโดยรวมหรือไม่
ทั้งนี้ ปัจจุบันทีมตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังศึกษาข้อมูลและมีอาจารย์จากภายนอกมาช่วยสื่อสารด้วย เพื่อมาดูว่ากฎเกณฑ์ที่มีกว่า 20 กฎ ควรจะปรับเปลี่ยนอะไรบ้างเเพื่อให้ตอบโจทย์นักลงทุนโดยรวมจริงๆ
แผนทบทวนกฎเกณฑ์ต่างๆเพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน โดยจะพิจารณาในทุกกฎเกณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น HFT,Uptick Rule, Dynamic Price Band เป็นต้น ว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไร เพื่อสร้างความสมดุลให้เหมาะสม ครบถ้วนต่อภาวะตลาดในปัจจุบัน คาดว่าจะเห็นภาพชัดเจนได้ภายใน 6 เดือนแรกของปีนี้
ขณะเดียวกันการแก้ไขเกณฑ์เพื่อดึงบริษัทนอกประเทศเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย หรือ New Economy ปัจจุบันได้ทำงานร่วมกับทาง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI และพูดคุยกับทางชมรมวาณิชธนกิจ หรือ IB Club รวมถึง Venture Capital วางกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อดึงดูดบริษัทที่น่าสนใจหรือทำให้บริษัทสตาร์ทอัปเข้าถึงแหล่งเงินทุน
โดยเป้าหมายในแง่ของจำนวนบริษัทจดทะเบียนใหม่ (IPO) และปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ฯนั้น ทางคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ (บอร์ด) ไม่ต้องการให้มีตัวเลขชัดเจน เนื่องจากเป็นความสมดุลระหว่างคุณภาพและปริมาณ
แต่อย่างไรก็ตามตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็มีความต้องการให้มีสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะเดียวกัน IPO ก็จะเน้นไปทางคุณภาพ ทั้งบริษัทที่จะเข้ามาจดทะเบียน และกฎเกณฑ์การกระจายหุ้น IPO ให้มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่จะให้ความสำคัญที่สุด