
ม.หอการค้าฯ ชี้ สงครามยืดเยื้อ เสี่ยงฉุด GDP ไทยวูบ -1.1% หนักสุดติดลบ
หอการค้าไทยประเมินสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงฉุด GDP ไทยร่วง -1.1% จับตาต้นทุนพลังงาน-ท่องเที่ยวทรุดหนัก
KEY
POINTS
- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดการณ์ว่าหากสงครามยืดเยื้อเป็นเวลา 3 เดือน อาจส่งผลกระทบให้ GDP ของไทยลดลงถึง -1.1% จากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้น
- สงครามส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางลดลงทันที รวมถึงภาคการส่งออกที่เผชิญกับค่าระวางเรือที่สูงขึ้น
- ศูนย์พยากรณ์ฯ ได้เสนอ 3 ฉากทัศน์ผลกระทบ โดยกรณีสงครามยืดเยื้อ (3 เดือน) มีโอกาสเกิดขึ้น 45% และหากขยายวงกว้าง (6 เดือนขึ้นไป) อาจทำให้ GDP ไทยติดลบได้
ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลประเมินวิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลาง ว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนกุมภาพันธ์จะปรับตัวดีขึ้นสูงสุดในรอบ 9 เดือนมาอยู่ที่ระดับ 53.7 แต่สถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นภายหลังการสำรวจได้กลายเป็นปัจจัยลบใหม่ที่สร้างความกังวลต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต
เปิด 3 ฉากทัศน์ผลกระทบ GDP
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจได้วิเคราะห์ฉากทัศน์ ของสงครามไว้ 3 ระดับ
1.ความขัดแย้งระยะสั้น (1 เดือน) ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล คาดกระทบ GDP -0.35% ซึ่งมีโอกาสเกิด 45%
2. สงครามยืดเยื้อ (3 เดือน) ราคาน้ำมันทรงตัวที่ 90 ดอลลาร์ แต่ราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น คาดกระทบ GDP -1.1% มีโอกาสเกิด 45%
3.สงครามขยายวงกว้าง (6 เดือนขึ้นไป) ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยในปีนี้มีโอกาสติดลบ ซึ่งมีโอกาสเกิด 10%
ทั้งนี้ การท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของไทยได้รับผลกระทบในทันที โดยในสัปดาห์แรกนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางหายไปถึง 18% หรือประมาณ 60,000 คน เนื่องจากปัญหาการปรับปรุงเส้นทางบินและค่าตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้น 30-80% จังหวัดภูเก็ตได้รับความเสียหายหนักที่สุด
โดยมีการแจ้งยกเลิกห้องพักแล้วกว่า 1,311 คืน คิดเป็นรายได้ที่หายไปกว่า 8 ล้านบาทในเบื้องต้น หากสงครามยืดเยื้อถึง 6 เดือน คาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวรวมจะสูญเสียถึง 29,250 ล้านบาท
ขณะที่ด้านการส่งออก สินค้ากลุ่มรถยนต์และเครื่องจักรกลมีความเปราะบางที่สุด โดยเฉพาะตลาดหลักในตะวันออกกลางอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ค่าระวางเรือขนส่งสินค้าปรับตัวสูงขึ้นถึง 3 เท่าจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
มาตรการรับมือด้านพลังงาน
ปัจจุบันประเทศไทยมีความเปราะบางสูงเนื่องจากนำเข้าน้ำมันและพลังงานคิดเป็นมูลค่าถึง 5% ของ GDP (ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) ก็อยากเสนอให้รัฐบาลใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และภาษีสรรพสามิต ในการตรึงราคาน้ำมัน โดยอาจจำเป็นต้องขยายเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจาก 30 บาท เป็น 35 บาทต่อลิตร เพื่อลดภาระการอุดหนุนของรัฐและป้องกันภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้รัฐบาล 5 แนวทาง
1. บริหารราคาพลังงานอย่างยืดหยุ่น แม้กองทุนน้ำมันจะเริ่มติดลบอีกครั้ง แต่รัฐควรพิจารณาใช้ "ภาษีสรรพสามิต" เข้ามาชดเชย และอาจจำเป็นต้องขยับเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจาก 30 บาท เป็น 32-35 บาทแบบเป็นขั้นบันไดเพื่อไม่ให้เกิดสภาวะ "ช็อก" ต่อต้นทุนการผลิต
2. ดูแลภาคขนส่ง รัฐต้องเข้าไปดูแลราคาพลังงานสำหรับผู้ประกอบการขนส่งรายใหญ่ที่ไม่ได้รับอานิสงส์จากราคาหน้าปั๊ม เพื่อป้องกันการผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะนำไปสู่เงินเฟ้อที่รุนแรง
3. แคมเปญ "ไทยปลอดภัย" (Thailand is Safe) เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลุ่มเอเชีย (จีน มาเลเซีย อินเดีย) เข้ามาทดแทนตลาดยุโรปที่หายไป โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งและมีความปลอดภัยสูงสุด
4. รณรงค์ประหยัดพลังงานระดับชาติ รัฐบาลควรเป็นผู้นำในการรณรงค์ให้ประชาชนและภาคธุรกิจใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า รวมถึงพิจารณามาตรการ Work From Home ในช่วงวิกฤตเพื่อลดการใช้น้ำมันและลดปัญหาการจราจร
5. อัดฉีดสภาพคล่องผ่าน SFI ใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (เช่น ธนาคารออมสิน, SME Bank) ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อประคองสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและส่งออกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ป้องกันการเลิกจ้างงาน










