
ค่าเงินบาทวันนี้ 9 ก.ย.69 เงินบาทเช้านี้แข็งค่าแตะ 32.88 บาทต่อดอลลาร์
เงินบาทเช้านี้แข็งค่าแตะ 32.88-32.90 บาทต่อดอลลาร์ จับตาเยน BOJ ราคาน้ำมัน Brent จ่อ 100 ดอลลาร์ ตะวันออกกลาง และฟันด์โฟลว์ กรุงไทยมองกรอบ 32.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์
KEY
POINTS
- เงินบาทเปิดตลาดเช้าแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แตะระดับประมาณ 32.88 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
- ปัจจัยหนุนหลักมาจากการแข็งค่าของเงินเยน หลังมีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
- การแข็งค่าถูกจำกัดจากแรงกดดันของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น
- นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเงินบาทจะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบ (Sideways) ที่ประมาณ 32.80-33.10 บาทต่อดอลลาร์ในระหว่างวัน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยเงินบาทเช้านี้แข็งค่าเล็กน้อยแตะ 32.88-32.90 บาทต่อดอลลาร์ จากแรงหนุนเงินเยนและการคาดการณ์ BOJ ขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ความตึงเครียดตะวันออกกลางดัน Brent จ่อ 100 ดอลลาร์ กดดันเงินบาท ด้านกรุงไทยมองเงินบาทยังแกว่ง Sideways ประเมินกรอบ 32.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์ใน 24 ชั่วโมง
บาทได้แรงหนุนจากเยน แต่แรงกดดันยังรุมเร้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่า เงินบาทเช้าวันนี้ (8.50 น.) เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 32.88-32.90 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 32.93 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยตามทิศทางเงินเยน ซึ่งยังได้รับแรงหนุนจากการปรับโพสิชันด้วยการซื้อคืนเงินเยน จากความกังวลเกี่ยวกับโอกาสที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้ามาแทรกแซงตลาด รวมถึงการคาดการณ์ว่า BOJ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า
อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทระหว่างวันอาจมีกรอบจำกัด เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ส่งมอบเดือนพฤศจิกายนขยับเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาท ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติยังมีสัญญาณขายสุทธิพันธบัตรไทย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ที่ 32.80-33.10 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทิศทางเงินเยน ราคาทองคำ ฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนสิงหาคมของจีน
กรุงไทยชี้บาทยัง Sideways จับตาราคาน้ำมัน-เยน
ด้านนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.92 บาทต่อดอลลาร์
ในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ที่ระดับ 32.87-32.95 บาทต่อดอลลาร์ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น ซึ่งหนุนราคาน้ำมันดิบ Brent เข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทำให้นักลงทุนกังวลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก
ปัจจัยดังกล่าวกดดันราคาทองคำให้ปรับตัวลง โดยทองคำ XAUUSD ลดลงสู่บริเวณ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธันวาคม 2026 ลดลงมากกว่า 1% มาอยู่บริเวณ 4,390 ดอลลาร์ต่อออนซ์
เยนแข็งเร็ว เสี่ยง Unwind JPY-Carry Trade
อย่างไรก็ดี เงินบาทยังได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ตามการแข็งค่าของเงินเยน โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดเอเชีย หลัง Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวถ้อยแถลงว่า “I am the house now” ซึ่งตลาดตีความว่าเป็นสัญญาณให้ผู้เล่นระมัดระวังการท้าทายความพยายามของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นในการสนับสนุนการแข็งค่าของเงินเยน
ล่าสุด เงินเยนแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้ระดับ 153 เยนต่อดอลลาร์ จากประมาณ 154.50 เยนต่อดอลลาร์ก่อนรับรู้ถ้อยแถลงดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดเพิ่มความระมัดระวังต่อความเสี่ยงจากการ Unwind JPY-Carry Trade ซึ่งอาจนำไปสู่แรงขายสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิด Risk-Off หวั่นตะวันออกกลาง
บรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประกอบกับการแข็งค่าของเงินเยนที่อาจกระตุ้นให้ผู้ลงทุนลดสถานะ Carry Trade ส่งผลให้ดัชนี Dow Jones ลดลง 1.18% ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.58% และ Nasdaq Composite ลดลง 0.32%
ส่วนตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX 600 ทรงตัว แม้เผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่ยังได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และพลังงานตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่หุ้น Healthcare กดดันตลาด โดยเฉพาะ Novartis ที่ร่วง 10.9% หลังผลการทดลองยาของบริษัทออกมาน่าผิดหวัง
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปีแตะ 4.79% ลุ้น FED
ตลาดพันธบัตร บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีเคลื่อนไหวบริเวณ 4.79% โดยนักลงทุนยังรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย FED ขณะที่ภาวะ Risk-Off ช่วยลดแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์จากความกังวลเงินเฟ้อ แม้ราคาพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้น
กรุงไทยยังมองว่า ระดับบอนด์ยีลด์ระยะยาวในปัจจุบันเปิดโอกาสให้ทยอยเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวทั้งสหรัฐฯ และไทยแบบ Buy on Dip เนื่องจากสามารถรองรับความเสี่ยงกรณี FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้งในปีนี้ โดยบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ มีโอกาสทดสอบระดับ 5.00% ก่อนจะมีโอกาสทยอยปรับลดลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ชะลอตัว รวมถึงโอกาสที่ FED จะกลับมาลดดอกเบี้ยในปีหน้า
จับตา ADP-EIA และเงินเฟ้อจีน
สำหรับปัจจัยในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ตลาดจะติดตามรายงานการจ้างงานภาคเอกชน ADP เพื่อประเมินทิศทางตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึงรายงาน Short-Term Energy Outlook ของ EIA ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางราคาพลังงาน
ส่วนตลาดเอเชีย นักลงทุนจับตาตัวเลข CPI และ PPI เดือนสิงหาคมของจีน เพื่อประเมินภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลาง รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และความเคลื่อนไหวของเงินเยนยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อบรรยากาศตลาดการเงิน
กรุงไทยมองเงินบาทมี Two-way Risk
นายพูนระบุว่า แนวโน้มเงินบาทระยะสั้นยังมีความเสี่ยงได้ทั้งสองด้าน หรือ Two-way Risk ขึ้นอยู่กับการปรับมุมมองของนักลงทุนต่อทิศทางนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ดังนั้น ผู้ประกอบการและผู้ลงทุนควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงินที่หลากหลาย โดยเฉพาะ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
สำหรับระหว่างวัน เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบ Sideways ขณะที่ตลาดรอปัจจัยใหม่ โดยประเมินแนวรับที่ 32.75-32.80 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้าน 32.95-33.00 บาทต่อดอลลาร์ หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังร้อนแรงและราคาพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะเป็นแรงกดดันต่อเงินบาทต่อไป
ในเชิงเทคนิค กรุงไทยมองว่าเงินบาทยังอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” หากไม่หลุดแนวต้านสำคัญที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากกลับมาอ่อนค่าทะลุระดับดังกล่าวอย่างชัดเจน จะเป็นสัญญาณกลับเข้าสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ในกรอบรายสัปดาห์
ทั้งนี้ กรุงไทยประเมินกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงไว้ที่ 32.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังต้องจับตาความผันผวนของเงินเยนอย่างใกล้ชิด หากเยนแข็งค่าเร็วและแรง อาจกระตุ้นการปิดสถานะ Short JPY และนำไปสู่การ Unwind JPY-Carry Trade ซึ่งจะเพิ่มความผันผวนให้ตลาดการเงินในระยะสั้น







