
กรุงศรีเปิดกรอบ 'เงินบาท' 32.75-33.30 บาท จับตา CPI ชี้ขาดดอกเบี้ยเฟด
กรุงศรีคาด เงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.30 บาทต่อดอลลาร์ จับตา CPI สหรัฐฯ ชี้ขาดทิศทางดอกเบี้ย Fed 16 ก.ย. ขณะที่เยนแข็งเสี่ยง Short Covering
KEY
POINTS
- กรุงศรีคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.30 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะชี้ทิศทางการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
- การแข็งค่าของเงินเยนเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ต้องติดตาม หลังตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย
กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.30 บาทต่อดอลลาร์ หลังสัปดาห์ก่อนปิดที่ 32.93 บาท จับตา CPI สหรัฐฯ ท้ายสัปดาห์ ชี้ขาดโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ย 16 ก.ย. ขณะที่เยนแข็งค่าโดดเด่น เสี่ยงเกิด Short Covering หลังสถานะขายเยนคงค้างสูง
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประเมินทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.30 บาทต่อดอลลาร์ หลังสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทปิดแข็งค่าเล็กน้อยที่ระดับ 32.93 บาทต่อดอลลาร์ จากการซื้อขายในกรอบ 32.88-33.38 บาทต่อดอลลาร์ โดยระหว่างสัปดาห์เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือน
เยนแข็งเด่น ตลาดเพิ่มน้ำหนัก BOJ ขึ้นดอกเบี้ย
ปัจจัยสำคัญในตลาดเงินช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่การเคลื่อนไหวของเงินเยน ซึ่งกลับมาแข็งค่าอย่างโดดเด่น หลังตลาดเพิ่มการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจเร่งจังหวะการปรับขึ้นดอกเบี้ย
แรงคาดการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังกรรมการนโยบายของ BOJ ส่งสัญญาณว่า อาจพิจารณาการปรับขึ้นดอกเบี้ยในขนาดมากกว่า 25 จุดเบส (bp)ต่อครั้ง แม้กรุงศรีมองว่า BOJ ไม่น่าจะเลือกขึ้นดอกเบี้ยเกิน 25 bp ต่อรอบการประชุม แต่มีแนวโน้มเร่งจังหวะการปรับขึ้นดอกเบี้ยให้ถี่ขึ้นจากเดิมที่ประมาณทุก 6 เดือน
นอกจากนี้ ความผันผวนของตลาดการเงินที่สูงขึ้น ประกอบกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นที่แคบลง อาจทำให้นักลงทุนทยอยปิดสถานะ Carry Trade ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนการแข็งค่าของเงินเยน
เงินบาทยังได้แรงหนุน Fund Flow แม้ต่างชาติขายพันธบัตร
ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ พบว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยสุทธิ 3,148 ล้านบาท แต่ขายพันธบัตรไทยสุทธิ 5,379 ล้านบาท สะท้อนกระแสเงินทุนที่ยังเคลื่อนไหวแตกต่างกันในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้
กรุงศรีมองว่า ทิศทางเงินเยนยังเป็นหนึ่งในตัวแปรที่ต้องติดตาม เนื่องจากแม้การปรับคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ อาจไม่สามารถหนุนเงินเยนให้แข็งค่าอย่างยั่งยืน แต่สถานะขายเงินเยนที่ยังคงค้างอยู่ในตลาดในระดับสูง เพิ่มความเสี่ยงที่นักลงทุนจะทยอยปิดสถานะ หรือเกิด Short Covering ซึ่งเปิดโอกาสให้เงินเยนแข็งค่าต่อในระยะข้างหน้า
CPI สหรัฐฯ ชี้ชะตาเฟดขึ้นดอกเบี้ย 16 ก.ย.
สำหรับภาพรวมตลาดในสัปดาห์นี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ระบุว่า แม้ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ จะออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด แต่ปฏิกิริยาของตลาดกลับค่อนข้างจำกัด สะท้อนว่านักลงทุนให้น้ำหนักกับข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สหรัฐฯ ที่จะประกาศในช่วงท้ายสัปดาห์มากกว่า
ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ตลาดใช้ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 กันยายน 2569 หรือไม่ โดยหากเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด อาจเพิ่มแรงกดดันให้ Fed ดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดต่อ ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอลงอาจเปิดทางให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ย
ECB จ่อขึ้นดอกเบี้ยแตะ 2.50%
อีกหนึ่งไฮไลต์ของตลาดโลกคือการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 10 กันยายน 2569 โดยกรุงศรีคาดว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 2.50% การดำเนินนโยบายของธนาคารกลางหลักทั้ง Fed และ ECB จึงยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเงินดอลลาร์ รวมถึงกระแสเงินทุนและค่าเงินบาทในระยะต่อไป
ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง
สำหรับปัจจัยในประเทศ ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนกรกฎาคม 2569 ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า นโยบายการเงินในปัจจุบันยังอยู่ในระดับผ่อนคลายอย่างเต็มที่ และยังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมสำหรับการปรับลดดอกเบี้ย
ธปท.ประเมินว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจตามศักยภาพของไทยอยู่ที่ประมาณ 2.7% ดังนั้น ความพยายามด้านนโยบายควรมุ่งผลักดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงปรับเข้าใกล้ระดับศักยภาพมากขึ้น
กรุงศรีมองเงินบาทสัปดาห์นี้ 32.75-33.30 บาท
จากปัจจัยทั้งหมด กรุงศรีประเมินว่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยตลาดจะจับตาเป็นพิเศษทั้งทิศทางเงินดอลลาร์หลังรับรู้ CPI สหรัฐฯ การประชุม Fed และ ECB รวมถึงการเคลื่อนไหวของเงินเยนและสถานะ Carry Trade
ทั้งนี้ ความผันผวนของค่าเงินยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงจากการปรับคาดการณ์นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก ทำให้ทิศทางเงินบาทยังต้องติดตามทั้งปัจจัยต่างประเทศและกระแสเงินทุนอย่างใกล้ชิด







