thansettakij
thansettakij
กรุงศรีเปิดกรอบ 'เงินบาท' 32.75-33.30 บาท จับตา CPI ชี้ขาดดอกเบี้ยเฟด

กรุงศรีเปิดกรอบ 'เงินบาท' 32.75-33.30 บาท จับตา CPI ชี้ขาดดอกเบี้ยเฟด

07 ก.ย. 69 | 04:22 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ก.ย. 69 | 04:22 น.

กรุงศรีคาด เงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.30 บาทต่อดอลลาร์ จับตา CPI สหรัฐฯ ชี้ขาดทิศทางดอกเบี้ย Fed 16 ก.ย. ขณะที่เยนแข็งเสี่ยง Short Covering

KEY

POINTS

  • กรุงศรีคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.30 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะชี้ทิศทางการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
  • การแข็งค่าของเงินเยนเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ต้องติดตาม หลังตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย

กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.30 บาทต่อดอลลาร์ หลังสัปดาห์ก่อนปิดที่ 32.93 บาท จับตา CPI สหรัฐฯ ท้ายสัปดาห์ ชี้ขาดโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ย 16 ก.ย. ขณะที่เยนแข็งค่าโดดเด่น เสี่ยงเกิด Short Covering หลังสถานะขายเยนคงค้างสูง

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประเมินทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.30 บาทต่อดอลลาร์ หลังสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทปิดแข็งค่าเล็กน้อยที่ระดับ 32.93 บาทต่อดอลลาร์ จากการซื้อขายในกรอบ 32.88-33.38 บาทต่อดอลลาร์ โดยระหว่างสัปดาห์เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือน

เยนแข็งเด่น ตลาดเพิ่มน้ำหนัก BOJ ขึ้นดอกเบี้ย

ปัจจัยสำคัญในตลาดเงินช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่การเคลื่อนไหวของเงินเยน ซึ่งกลับมาแข็งค่าอย่างโดดเด่น หลังตลาดเพิ่มการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจเร่งจังหวะการปรับขึ้นดอกเบี้ย

แรงคาดการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังกรรมการนโยบายของ BOJ ส่งสัญญาณว่า อาจพิจารณาการปรับขึ้นดอกเบี้ยในขนาดมากกว่า 25 จุดเบส (bp)ต่อครั้ง แม้กรุงศรีมองว่า BOJ ไม่น่าจะเลือกขึ้นดอกเบี้ยเกิน 25 bp ต่อรอบการประชุม แต่มีแนวโน้มเร่งจังหวะการปรับขึ้นดอกเบี้ยให้ถี่ขึ้นจากเดิมที่ประมาณทุก 6 เดือน

นอกจากนี้ ความผันผวนของตลาดการเงินที่สูงขึ้น ประกอบกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นที่แคบลง อาจทำให้นักลงทุนทยอยปิดสถานะ Carry Trade ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนการแข็งค่าของเงินเยน

เงินบาทยังได้แรงหนุน Fund Flow แม้ต่างชาติขายพันธบัตร

ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ พบว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยสุทธิ 3,148 ล้านบาท แต่ขายพันธบัตรไทยสุทธิ 5,379 ล้านบาท สะท้อนกระแสเงินทุนที่ยังเคลื่อนไหวแตกต่างกันในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้

กรุงศรีมองว่า ทิศทางเงินเยนยังเป็นหนึ่งในตัวแปรที่ต้องติดตาม เนื่องจากแม้การปรับคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ อาจไม่สามารถหนุนเงินเยนให้แข็งค่าอย่างยั่งยืน แต่สถานะขายเงินเยนที่ยังคงค้างอยู่ในตลาดในระดับสูง เพิ่มความเสี่ยงที่นักลงทุนจะทยอยปิดสถานะ หรือเกิด Short Covering ซึ่งเปิดโอกาสให้เงินเยนแข็งค่าต่อในระยะข้างหน้า

CPI สหรัฐฯ ชี้ชะตาเฟดขึ้นดอกเบี้ย 16 ก.ย.

สำหรับภาพรวมตลาดในสัปดาห์นี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ระบุว่า แม้ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ จะออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด แต่ปฏิกิริยาของตลาดกลับค่อนข้างจำกัด สะท้อนว่านักลงทุนให้น้ำหนักกับข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สหรัฐฯ ที่จะประกาศในช่วงท้ายสัปดาห์มากกว่า 

ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ตลาดใช้ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 กันยายน 2569 หรือไม่ โดยหากเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด อาจเพิ่มแรงกดดันให้ Fed ดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดต่อ ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอลงอาจเปิดทางให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ย

 

ECB จ่อขึ้นดอกเบี้ยแตะ 2.50%

อีกหนึ่งไฮไลต์ของตลาดโลกคือการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 10 กันยายน 2569 โดยกรุงศรีคาดว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 2.50%  การดำเนินนโยบายของธนาคารกลางหลักทั้ง Fed และ ECB จึงยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเงินดอลลาร์ รวมถึงกระแสเงินทุนและค่าเงินบาทในระยะต่อไป

ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง

สำหรับปัจจัยในประเทศ ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนกรกฎาคม 2569 ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า นโยบายการเงินในปัจจุบันยังอยู่ในระดับผ่อนคลายอย่างเต็มที่ และยังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมสำหรับการปรับลดดอกเบี้ย

ธปท.ประเมินว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจตามศักยภาพของไทยอยู่ที่ประมาณ 2.7% ดังนั้น ความพยายามด้านนโยบายควรมุ่งผลักดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงปรับเข้าใกล้ระดับศักยภาพมากขึ้น

กรุงศรีมองเงินบาทสัปดาห์นี้ 32.75-33.30 บาท

จากปัจจัยทั้งหมด กรุงศรีประเมินว่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยตลาดจะจับตาเป็นพิเศษทั้งทิศทางเงินดอลลาร์หลังรับรู้ CPI สหรัฐฯ การประชุม Fed และ ECB รวมถึงการเคลื่อนไหวของเงินเยนและสถานะ Carry Trade

ทั้งนี้ ความผันผวนของค่าเงินยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงจากการปรับคาดการณ์นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก ทำให้ทิศทางเงินบาทยังต้องติดตามทั้งปัจจัยต่างประเทศและกระแสเงินทุนอย่างใกล้ชิด