thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทวันนี้ 8 ก.ย.69 เงินบาทแข็งค่าแตะ 32.83 บาท ตามแรงหนุนเงินเยน

ค่าเงินบาทวันนี้ 8 ก.ย.69 เงินบาทแข็งค่าแตะ 32.83 บาท ตามแรงหนุนเงินเยน

08 ก.ย. 69 | 04:11 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ก.ย. 69 | 04:11 น.

เงินบาทเปิด 32.83-32.85 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าตามเงินเยนที่ทะลุ 155 เยน จับตา PPI-CPI สหรัฐฯ ทิศทาง Fed ตะวันออกกลาง และฟันด์โฟลว์ กรุงไทยชี้บาทยังเสี่ยง Two-way Risk ประเมินกรอบ 32.75-32.95 บาทต่อดอลลาร์

KEY

POINTS

  • เงินบาทเปิดตลาดแข็งค่าขึ้น แตะระดับ 32.83 บาทต่อดอลลาร์ ตามทิศทางสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย
  • ปัจจัยหนุนหลักมาจากการที่เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว แตะระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 7 เดือน
  • เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ขาดแรงหนุนและอ่อนค่าลง เนื่องจากตลาดรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสำคัญ (PPI และ CPI) ของสหรัฐฯ
  • นักวิเคราะห์มองว่าเงินบาทยังมีความเสี่ยงผันผวน โดยมีปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจจำกัดการแข็งค่า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ 32.83-32.85 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากปิดวานนี้ที่ 32.86 บาท ตามทิศทางสกุลเงินเอเชียที่ได้แรงหนุนจากเงินเยนแข็งค่า ขณะที่ Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินเงินบาทยังแกว่งตัว Sideways และมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทาง โดยตลาดรอตัวเลข PPI และ CPI สหรัฐฯ รวมถึงจับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางและฟันด์โฟลว์

เงินบาทเปิด 32.83-32.85 บาท แข็งค่าตามสกุลเงินเอเชีย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 32.83-32.85 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงเช้าวันนี้ เมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 32.86 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบแข็งค่าเช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นในเอเชีย ท่ามกลางแรงหนุนจากการแข็งค่าของเงินเยนญี่ปุ่น 

เงินเยนพลิกกลับมาแข็งค่าผ่านระดับ 155 และ 154 เยนต่อดอลลาร์ ก่อนแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 7 เดือนที่ 153.38 เยนต่อดอลลาร์ จากแรงซื้อคืนเงินเยนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดประเมินว่า ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงตลาด และยังมีแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ อาจส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินในการประชุมเดือนนี้

ดอลลาร์ขาดแรงหนุน รอ PPI-CPI สหรัฐฯ

ด้านเงินดอลลาร์ยังขาดแรงหนุน เนื่องจากตลาดรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะทยอยประกาศในช่วงท้ายสัปดาห์ โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนสิงหาคม ซึ่งจะมีผลต่อการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินไว้ที่ 32.75-32.95 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางเงินเยน ฟันด์โฟลว์ต่างชาติ ราคาทองคำในตลาดโลก สถานการณ์ตะวันออกกลาง ตลอดจนข้อมูลการส่งออกเดือนสิงหาคมของจีน และตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ของผู้บริโภคสหรัฐฯ

กรุงไทยชี้เงินบาทยัง Sideways

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทยกล่าวว่า เงินบาทเปิดเช้านี้ที่ 32.86 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยและแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.88 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

ในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทางชัดเจนในกรอบ Sideways ที่ 32.83-32.91 บาทต่อดอลลาร์ แม้จะมีแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น แต่เงินบาทยังได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ตามการแข็งค่าต่อเนื่องของเงินเยน

ปัจจัยสำคัญมาจากผู้เล่นในตลาดทยอยลดสถานะ Short JPY หลังเงินเยนแข็งค่าทะลุแนวรับสำคัญ ส่งผลให้เกิดการ Stop Loss และ Cut Loss ในกลุ่มผู้เล่นบางส่วน ขณะที่เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงยังช่วยหนุนราคาทองคำให้ปรับตัวขึ้น

เยนแข็งต่อ อาจหนุนเงินบาท

กรุงไทยมองว่า เงินเยนยังมีโมเมนตัมแข็งค่า โดยเฉพาะจากการทยอยปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด หลังเงินเยนทะลุระดับ 155 เยนต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจเปิดทางให้เงินเยนแข็งค่าต่อไปทดสอบระดับ 150 เยนต่อดอลลาร์หรือต่ำกว่า

หากเงินเยนยังแข็งค่าต่อเนื่อง จะเป็นแรงหนุนทางอ้อมต่อเงินบาทผ่านแรงกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาธุรกรรมเงินเยนเทียบเงินบาทของผู้เล่นในตลาดไทย หลังเงินเยนแข็งค่าขึ้นมาอยู่บริเวณ 21.30 บาทต่อ 100 เยน

ตะวันออกกลางยังเป็นแรงกดดันเงินบาท

อีกด้านหนึ่ง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังอยู่ในระดับสูงและส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยกดดันเงินบาท และอาจจำกัดการแข็งค่าของเงินบาทในระยะสั้น โดยประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านถัดไปที่ 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่แนวรับสำคัญอยู่ที่ 32.75-32.80 บาทต่อดอลลาร์ 

บอนด์ยีลด์สูง เปิดจังหวะ Buy on Dip

ด้านตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ บอนด์ยีลด์ 10 ปีเคลื่อนไหวบริเวณ 4.79% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย โดยผู้เล่นในตลาดยังรอข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย Fed

Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า ระดับบอนด์ยีลด์ระยะยาวในปัจจุบันยังเปิดโอกาสให้ทยอยเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ และไทยในลักษณะ Buy on Dip แม้มีความเสี่ยงที่ Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้งในปีนี้ ซึ่งอาจทำให้บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ขึ้นทดสอบระดับ 5.00% แต่หากเศรษฐกิจและเงินเฟ้อชะลอลงในระยะถัดไป รวมถึง Fed มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยในปีหน้า ก็อาจเปิดทางให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวปรับลดลง

จับตา ADP-เงินเฟ้อคาดการณ์-ส่งออกจีน

สำหรับปัจจัยในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ตลาดจะติดตามตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์จาก New York Fed ขณะที่ฝั่งยุโรปจับตาถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE

ส่วนเอเชีย ตลาดให้น้ำหนักกับตัวเลขส่งออกและนำเข้าของจีนเดือนสิงหาคม ขณะที่ประเทศไทยจะมีการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนสิงหาคม ซึ่งอาจได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

นอกจากนี้ สถานการณ์ตะวันออกกลาง ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของเงินเยนยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

บาทยังอยู่ขาขึ้น แต่เสี่ยงผันผวนสองทาง

Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงมองว่าเงินบาทในระยะสั้นมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทาง หรือ Two-way Risk โดยขึ้นอยู่กับการปรับมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย Fed ซึ่งจะขึ้นกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง

ในเชิงเทคนิค เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” หากพิจารณาด้วยกลยุทธ์ Trend-Following โดยกรอบ 24 ชั่วโมงประเมินไว้ที่ 32.75-32.95 บาทต่อดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม หากเงินบาทกลับมาอ่อนค่าทะลุระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์อย่างชัดเจน จะถือเป็นสัญญาณเปลี่ยนกลับเข้าสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ในกรอบรายสัปดาห์ ขณะที่ในระยะสั้นผู้ประกอบการและผู้ลงทุนควรเพิ่มความหลากหลายในการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน โดยเฉพาะการใช้ Options เพื่อรับมือกับภาวะตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง