
ค่าเงินบาทวันนี้ 7 ก.ย.69 เงินบาท เปิด 32.92 บาท จับตา CPI สหรัฐฯ-ตะวันออกกลาง
เงินบาทเปิด 32.92 บาทต่อดอลลาร์ กสิกรไทยมองกรอบ 32.80-32.95 บาท ขณะที่กรุงไทยเตือนเสี่ยง Two-Way Risk จับตา CPI สหรัฐฯ Fed BOJ และตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 7 ก.ย. ที่ 32.92 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวจากสัปดาห์ก่อน
- ปัจจัยหลักที่ต้องจับตาคือตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะชี้ทิศทางดอกเบี้ย และสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน
- นักวิเคราะห์มองว่าเงินบาทมีความเสี่ยงผันผวนสองทิศทาง (Two-Way Risk) โดยมีทิศทางเงินเยนเป็นอีกตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตาม
เงินบาทเปิดเช้านี้ที่ 32.92 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวจากปลายสัปดาห์ก่อน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองกรอบวันนี้ 32.80-32.95 บาท ขณะที่ Krungthai GLOBAL MARKETS ชี้เงินบาทยังมีโมเมนตัมแข็งค่า แต่ต้องเผชิญ Two-Way Risk จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ราคาทองคำ และทิศทางดอกเบี้ย Fed คาดกรอบสัปดาห์ 32.50-33.30 บาทต่อดอลลาร์
เงินบาทยังแกว่งตัว 3 ตัวแปรชี้ทิศทาง “CPI สหรัฐฯ-เยน-น้ำมัน”
เงินบาทเช้าวันนี้ (7 กันยายน 2569) เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 32.90-32.92 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดวันศุกร์ที่ 32.94 บาทต่อดอลลาร์ ตามการแข็งค่าของเงินเยน ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน ขณะที่ตลาดยังจับตาความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงตลาด หากเงินเยนอ่อนค่ามากเกินไป
อย่างไรก็ตาม ทิศทางเงินบาทยังมีความเสี่ยงผันผวนระหว่างวัน โดยเฉพาะจากราคาทองคำตลาดโลกที่ปรับตัวลง และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองกรอบวันนี้ 32.80-32.95 บาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.80-32.95 บาทต่อดอลลาร์ โดยตลาดจะให้น้ำหนักกับตัวเลขเศรษฐกิจและปัจจัยต่างประเทศหลายด้าน
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมของไทย ซึ่งตลาดคาดว่า Thai CPI จะเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก 2.0% ในเดือนก่อนหน้า รวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก และตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2569 ของยูโรโซน
ขณะเดียวกัน ตลาดการเงินสหรัฐฯ ปิดทำการในวันที่ 7 กันยายน เนื่องในวันแรงงานของสหรัฐฯ ทำให้การซื้อขายในตลาดโลกบางส่วนมีแนวโน้มเบาบางลง
ดอลลาร์ชะลอแข็งค่า รอลุ้น CPI-PPI สหรัฐฯ
ด้านเงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบแคบ หลังแข็งค่าขึ้นมากในคืนวันศุกร์ จากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังชะลอการปรับสถานะถือครองดอลลาร์ครั้งใหญ่ เพื่อรอติดตามข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่จะทยอยประกาศในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญต่อการประเมินทิศทางดอกเบี้ย Fed
กรุงไทยชี้เงินบาทยังมีโอกาสแข็งค่า แต่เสี่ยง Two-Way Risk
ด้านนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทยกล่าวว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ 32.92 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อน
นับตั้งแต่คืนวันศุกร์ เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 32.86-33.05 บาทต่อดอลลาร์ แม้มีจังหวะอ่อนค่าทดสอบระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นตามตัวเลข Nonfarm Payrolls ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด
อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินเยนช่วยชะลอแรงแข็งค่าของดอลลาร์ และทำให้เงินบาทยังเคลื่อนไหวแบบ Sideways ขณะที่นักลงทุนยังรอข้อมูล CPI สหรัฐฯ ก่อนปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ย Fed อย่างมีนัยสำคัญ
CPI สหรัฐฯ ชี้ชะตาดอกเบี้ย Fed
นายพูนกล่าวว่า ไฮไลต์สำคัญของตลาดในสัปดาห์นี้อยู่ที่ตัวเลข CPI และ PPI เดือนสิงหาคมของสหรัฐฯ รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนในเดือนกันยายน โดยเฉพาะข้อมูลคาดการณ์เงินเฟ้อ ซึ่งอาจมีผลต่อมุมมองของนักลงทุนต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย Fed
ล่าสุด ตลาดให้น้ำหนักประมาณ 62% ว่า Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน และประเมินโอกาสประมาณ 40% ที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยรวม 2 ครั้งในปีนี้
หาก CPI สหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาดหรือชะลอลงตามคาด อาจทำให้ตลาดลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง และหนุนราคาทองคำ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อเงินบาท
ตะวันออกกลาง-ราคาน้ำมัน ตัวแปรกดดันเงินบาท
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังความขัดแย้งกลับมาทวีความร้อนแรง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าวันที่ 7 กันยายน ซึ่งหากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาท ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นอาจช่วยหนุนความต้องการถือครองดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ทำให้ในระยะสั้นเงินบาทยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง หรือ Two-Way Risk ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมถึงการปรับมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ Fed
BOJ จับตาขึ้นดอกเบี้ย ดันเยนกระทบเงินบาท
ฝั่งญี่ปุ่น ตลาดจับตาข้อมูลค่าจ้างเดือนกรกฎาคมและ PPI เดือนสิงหาคม เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ BOJ โดยตลาดให้น้ำหนักสูงต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ในปีนี้ และยังมีการประเมินถึงความเป็นไปได้ที่ BOJ อาจพิจารณาการขึ้นดอกเบี้ยในระดับที่มากขึ้นในการประชุมเดือนกันยายน
การแข็งค่าของเงินเยนมีส่วนช่วยจำกัดแรงแข็งค่าของดอลลาร์ และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยพยุงเงินบาท แต่ในทางกลับกัน การเคลื่อนไหวของเยนที่ผันผวนยังเป็นอีกตัวแปรที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
เปิดกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ 32.50-33.30 บาท
สำหรับแนวโน้มเงินบาท กรุงไทยประเมินว่าโมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทเริ่มมีกำลังมากขึ้น และหากเงินบาทสามารถแข็งค่าทะลุระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ มีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าในกรอบรายวัน
หากข้อมูล CPI สหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าทดสอบระดับ 32.75-32.80 บาทต่อดอลลาร์ และมีแนวรับถัดไปที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และถัดไปที่ 33.20-33.50 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ กรุงไทยแนะนำให้ผู้ประกอบการและผู้ลงทุนใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดการเงินมีความผันผวนสูง โดยประเมินกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ที่ 32.50-33.30 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าอยู่ที่ 32.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์
ด้านเงินดอลลาร์คาดว่าจะเคลื่อนไหวแบบ Sideways ในระยะแรก ก่อนมีโอกาสผันผวนสูงและเผชิญความเสี่ยงสองทางเมื่อรับรู้ตัวเลข CPI สหรัฐฯ ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลางและการเคลื่อนไหวของเงินเยนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม







