
กสิกรไทยชี้โจทย์ใหม่ธุรกิจไทย การค้า 'จีน-ASEAN'โต แต่ยังพึ่งดอลลาร์ 79%
กสิกรไทยชี้เงินบาทแข็งสุดรอบ 2 เดือน แตะ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ฯ การค้าไทยเชื่อมจีน-ASEAN สูง 39.1% แต่ยังใช้ USD ถึง 79% เปิดทาง Local Currency เพิ่มทางเลือกบริหารความเสี่ยงค่าเงิน
KEY
POINTS
- การค้าไทยกับจีนและอาเซียนเติบโตขึ้นจนมีสัดส่วนรวมกันถึง 39.1% ของการค้าทั้งหมด แต่การชำระเงินยังคงพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐสูงถึง 79%
- การพึ่งพิงเงินดอลลาร์ในสัดส่วนที่สูง ทำให้ภาคธุรกิจไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญในการบริหารจัดการต้นทุน
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเสนอให้การใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับภาคธุรกิจ เพื่อบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะการค้าในภูมิภาค
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้โครงสร้างการค้าไทยเปลี่ยนชัด จีน-ASEAN ครองสัดส่วนการค้ารวม 39.1% ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 แต่การชำระค่าสินค้ายังพึ่งเงินดอลลาร์สูงถึง 79% ขณะที่เงินบาทแข็งแตะ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ฯ แข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือน สะท้อนโจทย์ภาคธุรกิจบริหารความเสี่ยงค่าเงิน เปิดทาง Local Currency เป็นอีกเครื่องมือ ลดความเสี่ยงจากความผันผวน
สัดส่วนการค้า "จีน-ASEAN" พุ่งเป็น 39.1% ของมูลค่าการค้ารวมของไทย
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า โครงสร้างการค้าระหว่างประเทศของไทยในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะบทบาทของจีนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากสัดส่วนเพียง 8.9% ของมูลค่าการค้ารวมของไทยในปี 2548 เพิ่มขึ้นเป็น 21.5% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
ขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียน หรือ ASEAN ยังคงเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย แม้สัดส่วนจะลดลงมาอยู่ที่ 17.6% เมื่อรวมจีนและ ASEAN เข้าด้วยกัน พบว่า มีสัดส่วนสูงถึง 39.1% ของมูลค่าการค้ารวมของไทย เพิ่มขึ้นจาก 29.0% ในปี 2548 สะท้อนภาพการค้าของไทยที่เชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคมากขึ้นอย่างชัดเจน
การค้าเปลี่ยน แต่สกุลเงินยังพึ่งดอลลาร์สูง
อย่างไรก็ตาม แม้โครงสร้างคู่ค้าของไทยจะเปลี่ยนไป แต่โครงสร้างสกุลเงินที่ใช้ชำระค่าสินค้ากลับเปลี่ยนแปลงไม่มาก โดย เงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ยังมีสัดส่วนสูงถึง 79% ของการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่การใช้สกุลเงินท้องถิ่น หรือ Local Currency มีสัดส่วนประมาณ 17%
หากพิจารณาเฉพาะการค้าภายในภูมิภาคก็ยังพบภาพที่คล้ายกัน โดยการค้าไทย-ASEAN มีการใช้ USD ประมาณ 77% ขณะที่สกุลเงินท้องถิ่น ได้แก่ บาท สิงคโปร์ดอลลาร์ และริงกิตมาเลเซีย รวมกันอยู่ที่ประมาณ 21%
ส่วนการค้าไทย-จีน มีการใช้เงินบาทและเงินหยวนรวมกันประมาณ 18% เท่านั้น สะท้อนว่าแม้ไทยจะมีความเชื่อมโยงทางการค้ากับจีนและ ASEAN เพิ่มขึ้น แต่การชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศยังคงพึ่งพาเงินดอลลาร์เป็นหลัก
บาทแข็งแตะ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ฯ เสี่ยงธุรกิจรับแรงผันผวน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การใช้ USD ในการรับ-จ่ายค่าสินค้ากับคู่ค้าต่างประเทศในสัดส่วนสูงมีข้อดี เนื่องจากเป็นสกุลเงินที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและมีสภาพคล่องสูง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาคธุรกิจต้องเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์
ล่าสุดวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เงินบาทแตะระดับ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ฯ แข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือน สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนยังเป็นปัจจัยที่ภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีรายรับและรายจ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศ
เมื่อพิจารณาความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน พบว่า USD/THB มีความผันผวนประมาณ 8.0% สูงกว่า CNY/THB ที่ 7.0% และ SGD/THB ที่ 5.1% ทำให้การกระจายทางเลือกด้านสกุลเงินอาจเข้ามามีบทบาทในการบริหารความเสี่ยงของภาคธุรกิจมากขึ้น
Local Currency เพิ่มทางเลือก ลดความเสี่ยงแลกเงิน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การใช้ Local Currency อาจเป็นอีกทางเลือกในการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะธุรกิจที่มีรายรับและรายจ่ายในสกุลเงินเดียวกัน เพราะสามารถนำเงินที่ได้รับมาใช้ชำระภาระในสกุลเงินนั้นต่อได้โดยตรง ช่วยลดความจำเป็นในการแลกเปลี่ยนเงินระหว่างสกุล และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในบางส่วน
ขณะเดียวกัน บริการทางการเงินที่รองรับการทำธุรกรรมด้วย Local Currency ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดธนาคารหลายแห่งในจีนได้เพิ่มเงินบาทเข้าสู่ระบบ เพื่อรองรับการชำระเงินระหว่างเงินบาทและเงินหยวนโดยตรง ทำให้ภาคธุรกิจมีทางเลือกในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี การมีระบบและบริการรองรับ Local Currency มากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าภาคธุรกิจจะเปลี่ยนมาใช้โดยอัตโนมัติ เพราะการเลือกสกุลเงินในการทำธุรกรรมยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งความผันผวนของค่าเงิน สภาพคล่อง ต้นทุนและค่าธรรมเนียมในการแลกเปลี่ยนเงิน ความพร้อมของคู่ค้า รวมถึงโครงสร้างรายรับและรายจ่ายของแต่ละธุรกิจ
Local Currency ไม่ใช่ De-dollarization แต่คือทางเลือกบริหารความเสี่ยง
ดังนั้น การส่งเสริมการใช้ Local Currency จึงควรมองในมิติของ “การเพิ่มทางเลือกในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน” มากกว่าการมุ่งลดบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือการผลักดัน De-dollarization โดยตรง
สำหรับไทย การที่การค้ากับจีนและ ASEAN มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่ายังมีพื้นที่ให้สกุลเงินท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคต หากสามารถตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจได้จริง ทั้งด้านต้นทุน สภาพคล่อง ความสะดวกในการชำระเงิน และการลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
โจทย์สำคัญของภาคธุรกิจในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการเลือกว่าจะใช้ “ดอลลาร์” หรือ “Local Currency” แต่คือการบริหารโครงสร้างสกุลเงินให้สอดคล้องกับรายรับ-รายจ่ายและความเสี่ยงของแต่ละธุรกิจ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินกลายเป็นต้นทุนที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ







