thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทวันนี้ 20 ส.ค.69 เงินบาทเปิด 32.87 บาท แข็งค่าทะลุ 33 บาท

ค่าเงินบาทวันนี้ 20 ส.ค.69 เงินบาทเปิด 32.87 บาท แข็งค่าทะลุ 33 บาท

20 ส.ค. 69 | 01:19 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ส.ค. 69 | 01:19 น.

เงินบาทเปิด 32.87 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าทะลุ 33 บาท รับดอลลาร์อ่อน บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ร่วง ทองคำพุ่ง 4,570 ดอลลาร์ กรุงไทยมองกรอบ 32.75-33.00 บาท จับตา Fed และตะวันออกกลาง

KEY

POINTS

  • เงินบาทเปิดตลาดวันที่ 20 ส.ค. 69 ที่ 32.87 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจนทะลุแนวรับสำคัญที่ 33.00 บาท
  • ปัจจัยหลักที่หนุนให้เงินบาทแข็งค่ามาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์, การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ และราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้น
  • มีการคาดการณ์ว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยจำกัดการแข็งค่า

กรุงไทย GLOBAL MARKETS ชี้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าต่อในกรอบ 32.75-33.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังดอลลาร์อ่อน บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ร่วง และทองคำพุ่งทะลุ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยจำกัดการแข็งค่า แนะจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทาง Fed

 

บาทแข็งทะลุ 33 บาท รับดอลลาร์อ่อน-ทองพุ่ง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ระดับ 32.87 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดวันก่อนที่ 33.04 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าเร็วกว่าที่ประเมิน และทะลุแนวรับสำคัญที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนทดสอบระดับ 32.85 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

ปัจจัยหนุนหลักมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ หลังบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ปรับตัวลงทันทีที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว หรือ Bond Buyback Operation จาก 2,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 4,000 ล้านดอลลาร์ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 กันยายนถึง 4 พฤศจิกายน 2569

ตลาดมองว่าการเพิ่มวงเงินดังกล่าวสะท้อนความพยายามของทางการสหรัฐฯ ในการเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดพันธบัตรระยะยาว หลังบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และเป็นสัญญาณว่าทางการพร้อมเข้าดูแลหากตลาดเกิดความผันผวนรุนแรง

 

นอกจากนี้ เงินบาทยังได้แรงหนุนจาก **ราคาทองคำที่พุ่งทะลุ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์** ประกอบกับการทะลุแนวรับ 33 บาทต่อดอลลาร์ อาจทำให้ผู้เล่นที่ถือสถานะ Short THB หรือคาดเงินบาทอ่อนค่า ต้องทยอยปิดสถานะ ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงซื้อเงินบาทในตลาด

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ร่วง ดอลลาร์อ่อน

ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ตอบรับข่าวการเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตร โดยบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ปรับตัวลงมาอยู่ที่  4.65% ขณะที่กรุงไทย GLOBAL MARKETS ยังคงมุมมองว่า นักลงทุนสามารถทยอยสะสมพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ และไทยได้ เนื่องจากประเมินว่า Fed มีโอกาสคงดอกเบี้ยตลอดปี 2569 ก่อนทยอยลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2570

ด้านธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ขณะที่ระดับบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับสูงและสามารถรองรับความเสี่ยงกรณี Fed กลับมาขึ้นดอกเบี้ยได้

ฝั่งตลาดเงิน ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงมาอยู่บริเวณ  98.8 จุด ขณะที่เงินเยนแข็งค่าขึ้นตามส่วนต่างบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่แคบลง ส่วนราคาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือนธันวาคม 2569 พุ่งขึ้นแตะ 4,570 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงหนุนของดอลลาร์อ่อนและบอนด์ยีลด์ลดลง แม้มีแรงขายทำกำไรเข้ามาสกัดการปรับขึ้น

หุ้นโลกยังระวังตะวันออกกลาง

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากบอนด์ยีลด์ที่ลดลง รวมถึงหุ้นกลุ่ม Healthcare หลังผลการทดลองวัคซีนมะเร็งแบบ mRNA ของ Moderna และ Merck ออกมาเป็นบวก ส่งผลให้ Dow Jones เพิ่มขึ้น 0.22% S&P500 เพิ่มขึ้น 0.21% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.16%

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยงเต็มที่ เนื่องจากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังร้อนแรงและส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรป STOXX600 ลดลง 0.11% ถูกกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor โดยเฉพาะ ASML ที่ลดลง 2.2%

จับตาข้อมูลสหรัฐฯ-จีน-ญี่ปุ่น

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ตลาดจะรอข้อมูลภาวะภาคธุรกิจจากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาฟิลาเดลเฟีย รวมถึงยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐฯ ซึ่งอาจมีผลต่อการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ Fed

ด้านเอเชีย ตลาดคาดว่าธนาคารกลางจีน หรือ PBOC จะคงอัตราดอกเบี้ย Loan Prime Rate (LPR) 1 ปีที่ 3.00% และ 5 ปีที่ 3.50% ขณะที่วันศุกร์จะติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ญี่ปุ่นเดือนกรกฎาคม เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายของ BOJ

บาทเสี่ยง Two-way จับตาแนวรับ 32.85 บาท

สำหรับแนวโน้มเงินบาทในระยะสั้น กรุงไทย GLOBAL MARKETS มองว่าเงินบาทยังมีความเสี่ยง Two-way risk โดยขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย Fed ซึ่งจะขึ้นกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง

แม้เงินบาทจะแข็งค่าทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ แต่การแข็งค่าอาจเริ่มชะลอลงบริเวณ 32.85 บาทต่อดอลลาร์ หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่ผู้นำเข้าอาจทยอยเข้าซื้อดอลลาร์บริเวณแนวรับเพื่อป้องกันความเสี่ยง ส่งผลให้เงินบาทอาจเคลื่อนไหว Sideways มากกว่าจะแข็งค่าต่อเนื่อง

ในทางกลับกัน หากเงินบาทอ่อนค่าลง ระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ มีโอกาสเปลี่ยนเป็นแนวต้าน หลังผู้ส่งออกอาจทยอยขายดอลลาร์เร็วขึ้น จากเดิมที่รอระดับ 33.20-33.30 บาท และ 33.50 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ หากเงินบาทสามารถยืนแข็งค่าทะลุ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจนในกรอบรายสัปดาห์ จะเป็นสัญญาณว่าบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าอีกครั้ง

กรอบเงินบาท 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดอยู่ที่ 32.75-33.00 บาทต่อดอลลาร์