
ค่าเงินบาทวันนี้ 13 ส.ค.69 เงินบาทเปิดเช้านี้ 33.07 บาท แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย
กรุงไทยมองเงินบาทเปิด 33.07 บาทต่อดอลลาร์ คาดกรอบ 32.95-33.20 บาท จับตา PPI สหรัฐฯ ดอกเบี้ย Fed ทองคำ ฟันด์โฟลว์ และสถานการณ์ตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 13 ส.ค. 69 ที่ระดับ 33.07 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากวันก่อนหน้า
- ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาจากการอ่อนตัวของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ หลังตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ชะลอตัวตามคาด
- ในระยะสั้น เงินบาทยังคงมีความเสี่ยงผันผวนทั้งสองทิศทาง (Two-way risk) จากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางและทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ
- ธนาคารกรุงไทยคาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทใน 24 ชั่วโมงข้างหน้าไว้ที่ 32.95-33.20 บาทต่อดอลลาร์
กรุงไทยประเมินเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ 33.07 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย หลังเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อ่อนตัวรับเงินเฟ้อ CPI ที่ชะลอตามคาด มองระยะสั้นเงินบาทยังเผชิญ Two-way risk ท่ามกลางความไม่แน่นอนตะวันออกกลาง จับตา PPI สหรัฐฯ และฟันด์โฟลว์ต่างชาติ พร้อมคาดกรอบ 24 ชั่วโมงที่ 32.95-33.20 บาทต่อดอลลาร์
เงินบาทเปิด 33.07 บาท รับแรงหนุนทองคำฟื้น-ดอลลาร์อ่อน
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ (13 สิงหาคม 2569) ที่ระดับ 33.07 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.17 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นและมีจังหวะทดสอบแนวรับสำคัญที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ เคลื่อนไหวในกรอบ 32.98-33.18 บาทต่อดอลลาร์
CPI สหรัฐฯ ชะลอตามคาด แต่ตลาดยังไม่ลดมุมมองดอกเบี้ยเฟดมากนัก
ปัจจัยหนุนมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ หลังตลาดรับรู้ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ Core CPI ของสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงต่อเนื่องและออกมาตามคาด โดย CPI เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน
ขณะที่ Core CPI เพิ่มขึ้น 2.5% ต่อปี และ 0.2% จากเดือนก่อน ส่งผลให้ตลาดลดความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ลงบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดไม่ได้ปรับลดคาดการณ์ดอกเบี้ย Fed ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยตลาดยังให้น้ำหนักว่า Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่โอกาสขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 2 อยู่เพียงประมาณ 9% ลดลงจาก 13% ก่อนประกาศตัวเลข CPI
ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หลังตลาดคลายกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ย Fed โดยดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 0.26% และ Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 0.54% จากแรงซื้อหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor ขณะที่ Dow Jones ลดลงเล็กน้อย 0.04%
ส่วนตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ลดลง 0.16% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แม้ยังได้รับแรงหนุนจากการคลายกังวลเรื่องดอกเบี้ย Fed และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ยังออกมาดี
แนะจับจังหวะบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ เหนือ 4.50% ส่วนบอนด์ไทยรอจังหวะยีลด์ดีด
สำหรับตลาดพันธบัตร บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ปรับขึ้นสู่ระดับ 4.68% หลังตลาดไม่ได้ลดความคาดหวังต่อดอกเบี้ย Fed มากนัก ประกอบกับแรงหนุนจากภาวะเปิดรับความเสี่ยงและผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
กรุงไทยยังคงมุมมองว่า นักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปีปรับขึ้นเหนือ 4.50% เนื่องจากมองว่า Fed มีโอกาสคงดอกเบี้ยในปี 2569 ก่อนทยอยลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2570 ขณะที่ ธปท. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ส่วนบอนด์ยีลด์ 10 ปีไทยปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.90-2.00% ซึ่งเป็นระดับ Fair Value ที่ประเมินไว้ ทำให้ความน่าสนใจลดลง โดยแนะนำให้รอจังหวะยีลด์ปรับสูงขึ้น ขณะที่พันธบัตรไทยอายุ 20 ปีมีความน่าสนใจมากกว่าในแง่ของความชันของ Yield Curve แต่ต้องแลกกับความผันผวนที่สูงขึ้น
ด้านค่าเงินดอลลาร์ ดัชนี DXY เคลื่อนไหวในกรอบ 99.6-100 จุด และปิดบริเวณ 99.9 จุด หลังอ่อนค่ารับตัวเลข CPI ก่อนกลับมาแข็งค่าจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางและแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดสหรัฐฯ
ขณะที่ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ โดยราคาทองคำรีบาวด์ขึ้นสู่บริเวณ 4,430 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีกรอบจำกัดบริเวณ 4,450-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังดอลลาร์และบอนด์ยีลด์กลับมาปรับตัวสูงขึ้น
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะ 24 ชั่วโมง ตลาดจะจับตาตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สหรัฐฯ เดือนกรกฎาคม ซึ่งจะใช้ประกอบการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อ PCE ที่ Fed ให้ความสำคัญ รวมถึงตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ส่วนยุโรปต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจอังกฤษ ไตรมาส 2 และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน รวมถึงผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของยูโรโซน ขณะที่ไทยจะมีการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกรกฎาคม ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล
กรุงไทยชี้เงินบาทยังมี Two-way risk จับตา PPI-ตะวันออกกลาง
นายพูนประเมินว่า เงินบาทในระยะสั้นยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way risk) โดยขึ้นอยู่กับการปรับมุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ย Fed ซึ่งจะขึ้นกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ในระหว่างวัน เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบ Sideways โดยหากอ่อนค่าอาจติดแนวต้านบริเวณ 33.10-33.20 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่การแข็งค่ามีแนวรับสำคัญบริเวณ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากยังมีแรงซื้อดอลลาร์จากผู้นำเข้า รวมถึงแรงขายสินทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ราคาทองคำเริ่มชะลอการปรับขึ้น
หากเงินบาทสามารถแข็งค่าทะลุ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจนในกรอบรายสัปดาห์ กรุงไทยจะปรับมุมมองว่าเงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าอีกครั้ง
ทั้งนี้ คาดกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงที่ระดับ 32.95-33.20 บาทต่อดอลลาร์







