
เงินบาทอ่อน 5% รั้งอันดับ 3 เอเชีย ดัชนี REER ยังหนุนส่งออกไทย
Krungthai GLOBAL MARKETS เผยเงินบาทอ่อนค่า 5% ติดอันดับ 3 ของเอเชีย จากแรงหนุนดอลลาร์แข็ง แต่ดัชนี REER ชี้สินค้าไทยยังรักษาความสามารถแข่งขันในตลาดโลก ตลาดจับตาทิศทางเฟดและเศรษฐกิจสหรัฐฯ
KEY
POINTS
- เงินบาทอ่อนค่าลงประมาณ 5% ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นการอ่อนค่ามากเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชีย
- ดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง (REER) อ่อนค่าลงมากกว่าค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งช่วยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทย
- ทิศทางของเงินบาทในอนาคตขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ เช่น นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
เงินบาทอ่อนค่าราว 5% รั้งอันดับ 3 ในเอเชีย แต่ REER ยังสะท้อนความสามารถแข่งขันของสินค้าไทย ขณะที่ทิศทางเฟด ตัวเลข Nonfarm Payrolls และสถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นตัวแปรสำคัญกำหนดทิศทางค่าเงินระยะต่อไป โดยตลาดจับตาความเคลื่อนไหวเงินเยนหลังสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นร่วมมือแทรกแซงค่าเงิน
เงินบาทอ่อนอันดับ 3 ของเอเชีย ดอลลาร์แข็งกดดัน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทนับจากต้นปีถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2568 พบว่า เงินบาทถือเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่อ่อนค่าค่อนข้างมากในภูมิภาค โดยอ่อนค่าลง -4.9% เป็นอันดับ 3 ในภูมิภาค รองจากรูเปียะห์ อินโดนีเซีย ที่อ่อนค่ามากที่สุดที่ -6.9% และและรูปี อินเดีย อ่อนค่าลง -5.5% ท่ามกลางภาวะที่ดัชนีเงินดอลลาร์ (Dollar Index) แข็งค่าขึ้น +1.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยอัตราแลกเปลี่ยนขยับจาก 31.55 บาทต่อดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2025 มาอยู่ที่ 33.18 บาทต่อดอลลาร์
ขณะที่กลุ่มสกุลเงินที่สามารถแข็งค่าขึ้นได้เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ได้แก่ เงินหยวนของจีน แข็งค่าขึ้น +3.5% เงินวอน เกาหลีใต้ แข็งค่าขึ้น +1.0% ดอลลาร์ สิงคโปร์ แข็งค่าขึ้น +0.2% และดองเวียดนาม แข็งค่าขึ้น +0.1%
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า นับตั้งแต่ต้นปี เงินบาทโดยรวมถือว่า อ่อนค่า โดยอ่อนค่าลงมาราว -5% ซึ่งเป็นรองเพียง ฝั่งเงินรูปีของอินเดีย และเงินรูเปียะห์ของอินโดนีเซีย หลังทั้งสองสกุลเงินเผชิญแรงกดดันจากปัญหาแรงขายสินทรัพย์จากนักลงทุนต่างชาติ และประเด็นความเชื่อมั่นต่อการเมืองอินโดนีเซีย
REER ชี้ส่งออกไทยยังได้เปรียบ แม้เงินบาทอ่อน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับบรรดาประเทศคู่ค้า เช่น เงินหยวนจีน ที่ในปีนี้ แข็งค่าขึ้นเกิน +3% ส่งผลให้ ความสามารถการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยยังคงดีอยู่ ตามอานิสงส์การอ่อนค่าลงของเงินบาท โดยเฉพาะหากประเมินผ่าน ดัชนีเงินบาทที่แท้จริง (Real Effective Exchange Rate หรือ REER) ที่สะท้อนการอ่อนค่าลงของเงินบาทถึง -6.6% นับตั้งแต่ต้นปี เมื่อเทียบกับบรรดาสกุลเงินคู่ค้า ขณะที่เงินบาท อย่าง (USDTHB) กลับอ่อนค่าลงเพียง -5%
และหากเทียบกับในปี 2568 จะยิ่งเห็นภาพความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยที่ได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าลงของเงินบาท เทียบกับบรรดาสกุลเงินคู่ค้าที่ชัดเจน โดยในปี 2025 นั้น แม้เงินบาท (USDTHB) จะทยอยแข็งค่าขึ้น แต่ในส่วนของดัชนีเงินบาทกลับอ่อนค่าลง ตามอานิสงส์ของอัตราเงินเฟ้อไทยที่อยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศคู่ค้า
ส่วนในปี 2569 นั้น แม้ทั้งไทยจะเผชิญปัญหาเงินเฟ้อสูงไม่ต่างกันมากนัก แต่เงินบาทได้เผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่ามากกว่า จากผลกระทบโดยตรงจากการเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ ผลกระทบทางอ้อมของสงครามต่อการท่องเที่ยว รวมถึงแรงกดดันต่อราคาทองคำ ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อเงินบาทไม่ต่างจากในปีก่อนหน้า
จับตาเฟด-Nonfarm Payrolls ชี้ทิศทางเงินบาท
นายพูนกล่าวถึงแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB)ว่า ยังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่
ดังนั้นผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ญี่ปุ่นแทรกแซงเยน สะเทือนตลาดเงินเอเชีย
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิิจัยกสิกรไทย จำกัดกล่าวถึงกรณีที่่ทางการสหรัฐฯ ตัดสินใจร่วมมือกับทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนว่า ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นนัก โดยครั้งล่าสุดที่มีการร่วมมือระหว่างสหรัฐฯกับญี่ปุ่นในการแทรกแซงค่าเงินคือในปี 2554 แต่เป็นการทำตรงข้ามคือ ไม่ให้เงินเยนแข็งค่ามากเกินไป ที่ทำให้ลักษณะไม่ให้เยนอ่อนค่ามากเกินไปคือในปี 2541
ความร่วมมือครั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์รุนแรง เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างหนักในรอบ 40ปี เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แต่ถ้าเทียบกับยูโร ถือว่า อ่อนค่าทำสถิติใหม่ แม้ว่าทางการญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงแล้ว แต่ก็เอาไม่อยู่ แต่หลังจากการเข้าแทรกแซงแล้ว ทำให้ปรามตลาดได้ จะเห็นว่าเยนแข็งค่ากลับมา ทำให้เงินสกุลอื่นๆแข็งค่าตาม รวมถึงเงินบาทของไทยด้วย จากแรงขายดอลลาร์ในตลาด
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของค่าเงินเยนยังขึ้นกับว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะขึ้นดอกเบี้ยช้าหรือเร็วแค่ไหน สถานการณ์ตะวันออกกลางจะจบเร็วหรือไม่ เพราะตลาดยังกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มราคาน้ำมันว่าจะปรับลดลงหรือไม่ และทิศทางธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ หากปัจจัยทั้ง 3 เรื่องที่เป็นปัจจัยกดดันให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงไม่เปลี่ยนไป แนวโน้มเงินเยนก็ยังทยอยอ่อนค่าได้อีก
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,162 วันที่ 1 - 3 มกราคม พ.ศ. 2569







