
ค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ 32.50-33.50 จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังจ้างงานแผ่ว
กรุงศรี-ทีทีบีคาด เงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวกรอบ 32.50-33.50 บาทต่อดอลลาร์ จับตาเงินเฟ้อ-ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ หลังจ้างงานแผ่ว ดอลลาร์อ่อนค่า ขณะที่ฮอร์มุซ-ราคาทองคำยังชี้นำเงินบาท
KEY
POINTS
- ธนาคารกรุงศรีและทีทีบีคาดการณ์ค่าเงินบาทสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.50-33.50 บาทต่อดอลลาร์
- เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากการที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง หลังตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าที่คาด
- ปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาคือตัวเลขเงินเฟ้อและยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจเรื่องทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
กรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ คาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 32.80-33.40 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ทีทีบีมองกว้าง 32.50-33.50 บาทต่อดอลลาร์ จับตาเงินเฟ้อ-ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ หลังตลาดแรงงานส่งสัญญาณชะลอตัว กดดันดอลลาร์อ่อนค่า
ค่าเงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่าในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่นักลงทุนยังจับตาตัวเลขเงินเฟ้อและยอดค้าปลีกเดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ รวมถึงพัฒนาการความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดการเงินและราคาน้ำมันโลก
กรุงศรีมองเงินบาทกรอบ 32.80-33.40 บาท ลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯ
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า เงินบาทในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.80-33.40 บาทต่อดอลลาร์ โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทปิดตลาดที่ 33.05 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากระดับก่อนหน้า และเคลื่อนไหวในกรอบ 33.03-33.45 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 1 เดือน
ปัจจัยสำคัญมาจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่ หลังตลาดเริ่มประเมินว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลังชะลอตัวลง ขณะเดียวกันสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนตามความคาดหวังต่อการเปิดหรือปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
ด้านเงินเยนเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังสหรัฐฯ เข้ามาสนับสนุนญี่ปุ่นในการดูแลค่าเงิน พร้อมส่งสัญญาณว่าญี่ปุ่นสามารถใช้วงเงิน FIMA Repo Facility ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เพื่อจัดหาสภาพคล่องดอลลาร์สำหรับการแทรกแซงค่าเงินเยนในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถือครองอยู่
สำหรับกระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดไทย สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 8,964 ล้านบาท แต่เข้าซื้อพันธบัตรไทยสุทธิ 9,579 ล้านบาท สะท้อนว่ากระแสเงินทุนในตลาดตราสารหนี้ยังเป็นแรงหนุนต่อเงินบาทบางส่วน
จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลัง NFP พลิกติดลบ
กรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ มองว่า ปัจจัยที่ตลาดให้ความสนใจในสัปดาห์นี้คือ ตัวเลขเงินเฟ้อและยอดค้าปลีกเดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ เนื่องจากจะเป็นข้อมูลสำคัญที่เฟดใช้ประกอบการพิจารณาทิศทางดอกเบี้ยในระยะต่อไป
ตลาดยังจับตาท่าทีของประธานเฟด หลังมีรายงานว่าพร้อมพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน หากตัวเลขเงินเฟ้อในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้าออกมาสูงกว่าคาด ซึ่งสะท้อนความกังวลต่อปฏิกิริยาของตลาดหลังการประชุมเฟดครั้งล่าสุดที่ทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวชันขึ้นอย่างมาก
ทั้งนี้ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคมลดลง 23,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนถูกทบทวนลดลงรวม 103,000 ตำแหน่งจากข้อมูลที่รายงานก่อนหน้า แม้อัตราการว่างงานจะลดลงมาอยู่ที่ 4.1% แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากจำนวนประชาชนที่ออกจากกำลังแรงงาน
ทีทีบีให้กรอบเงินบาทกว้าง 32.50-33.50 บาท
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี ประเมินว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีกรอบการเคลื่อนไหวที่ 32.50-33.50 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปัจจุบันบริเวณ 33.11 บาทต่อดอลลาร์ โดยมองว่า นักลงทุนจะติดตามพัฒนาการเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีอิทธิพลต่อทิศทางตลาดการเงินโลก
ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันเงินดอลลาร์ โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกรกฎาคมลดลง 23,000 ตำแหน่ง สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 80,000 ตำแหน่ง ขณะที่การจ้างงานในช่วง 2 เดือนก่อนหน้าถูกปรับลดลงรวม 103,000 ตำแหน่ง
แม้อัตราการว่างงานลดลงจาก 4.2% มาอยู่ที่ 4.1% แต่เป็นผลจากอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานที่ลดลงมาอยู่ที่ 61.4% จึงไม่ได้สะท้อนภาพตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP เดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นเพียง 44,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ 70,000 ตำแหน่ง ขณะที่จำนวนตำแหน่งงานเปิดรับสมัครลดลงมาอยู่ที่ 7.359 ล้านตำแหน่ง สะท้อนว่า ความต้องการแรงงานในสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัวลง แม้อัตราการลาออกและการเลิกจ้างยังทรงตัว
เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแกร่ง เงินเฟ้อยังเป็นความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจสหรัฐฯ ยังมีสัญญาณแข็งแกร่ง โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (ISM Manufacturing PMI) เดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 55.6 จุด สูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 สะท้อนการฟื้นตัวของภาคการผลิต คำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงาน
ขณะที่ ISM Services PMI อยู่ที่ 54.1 จุด และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 25 แม้ภาคบริการยังเติบโต แต่ดัชนีราคาจ่าย (Prices Index) ยังคงสะท้อนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่เฟดยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ดังนั้น ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ในระยะถัดไปจึงยังขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเงินเฟ้อ หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด อาจทำให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของเฟด และเป็นแรงหนุนให้ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าได้
ฮอร์มุซยังเป็นตัวแปรเสี่ยงเงินบาท
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยนักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกเพิ่มขึ้นต่อโอกาสการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความคืบหน้า
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง ทั้งประเด็นการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรและข้อเรียกร้องด้านค่าชดเชยที่ยังไม่มีข้อสรุป รวมถึงเหตุการณ์โจมตีจากกลุ่มฮูตีที่ยังเกิดขึ้นเป็นระยะ
หากสถานการณ์คลี่คลาย ราคาน้ำมันมีโอกาสลดแรงกดดันลง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเงินเฟ้อในตลาดโลกและอาจเป็นบวกต่อสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ แต่หากความขัดแย้งกลับมารุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงและเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้
บาทแข็งแตะ 33.03 บาท รับดอลลาร์อ่อน-ทองคำพุ่ง
สำหรับค่าเงินบาท ทีทีบีระบุว่า เงินบาทแข็งค่าขึ้นจากสัปดาห์ก่อน โดยแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 6 สัปดาห์ที่ 33.03 บาทต่อดอลลาร์ สอดคล้องกับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ หลังข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาดอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้นักลงทุนปรับลดความคาดหวังต่อทิศทางดอกเบี้ยของเฟด
เงินบาทยังได้รับแรงหนุนจากความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงการปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ซึ่งมีส่วนสนับสนุนทิศทางเงินบาทผ่านกระแสเงินทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทองคำ
ในระยะต่อไป ทั้งกรุงศรีและทีทีบีจึงมองตรงกันว่า เงินบาทยังมีโอกาสเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่า แต่กรอบการเคลื่อนไหวยังมีความผันผวนสูง โดยตลาดจะให้น้ำหนักกับตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทิศทางดอกเบี้ยเฟด สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ราคาทองคำ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความเสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางเงินบาทในช่วงที่เหลือของปี







