thansettakij
thansettakij
GCAP GOLD เตือนโลกเข้าสู่ Stagflation ระยะแรก หลังหุ้น-พันธบัตรร่วงพร้อมกัน

GCAP GOLD เตือนโลกเข้าสู่ Stagflation ระยะแรก หลังหุ้น-พันธบัตรร่วงพร้อมกัน

08 พ.ค. 69 | 05:09 น.
อัปเดตล่าสุด :08 พ.ค. 69 | 05:09 น.

GCAP GOLD ชี้ตลาดโลกเริ่มส่งสัญญาณ Stagflation ระยะแรก หลังหุ้น-พันธบัตรร่วงพร้อมกัน มองทองคำกำลังกลับมาเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงสำคัญ แนะนักลงทุนทยอยสะสมบริเวณ 68,500–68,200 บาท

GCAP GOLD ส่งสัญญาณเตือนนักลงทุนจับตาความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ “Stagflation ระยะแรก” หลังตลาดการเงินเริ่มสะท้อนพฤติกรรมผิดปกติจากการที่ทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรปรับตัวลดลงพร้อมกัน

ขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตพลังงานและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง พร้อมแนะนักลงทุนทยอยสะสมทองคำบริเวณ 68,500–68,200 บาท เพื่อรับโอกาสการกลับมาของสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะถัดไป

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) เปิดเผยว่า ภาวะตลาดในปัจจุบันเริ่มส่งสัญญาณที่น่ากังวล โดยเฉพาะการที่สินทรัพย์หลักอย่างหุ้นและพันธบัตรปรับตัวลดลงพร้อมกัน ซึ่งในเชิงประวัติศาสตร์ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของวัฏจักรเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่เงินเฟ้อยังทรงตัวสูง ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปราะบางและเริ่มสะท้อนภาวะ Stagflation อย่างมีนัยสำคัญ

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ตลาดให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น คือ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานทั่วโลก ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มยืดเยื้อ และอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

 

“ในระยะสั้น ราคาทองคำยังมีความผันผวน เพราะถูกกดดันจากค่าเงินดอลลาร์และ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง แต่หากเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวชัดเจน ขณะที่เงินเฟ้อยังไม่ลดลง ทองคำจะกลับมาโดดเด่นในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงอีกครั้ง” นางสาวอารีรัตน์กล่าว

GCAP GOLD มองว่า ในช่วงเริ่มต้นของวัฏจักร Stagflation ทองคำอาจยังไม่ปรับขึ้นทันที เนื่องจากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ยังอยู่ในระดับสูง แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เงินทุนไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น

ฝ่ายวิเคราะห์แนะนำว่า นักลงทุนระยะกลางถึงยาวควรรอจังหวะที่ราคาทองคำปรับฐานลงใกล้บริเวณ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 68,500–68,200 บาท ก่อนทยอยสะสม เนื่องจากเป็นระดับแนวรับสำคัญทางเทคนิคที่เคยรองรับการฟื้นตัวของตลาดทองคำในช่วงปลายปี 2568

ขณะที่นักลงทุนระยะสั้น แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ “ย่อแล้วซื้อ” โดยรอเข้าซื้อเมื่อราคาปรับตัวลงใกล้แนวรับสำคัญ และทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้น พร้อมกำหนดจุดตัดขาดทุนอย่างชัดเจน เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง