เศรษฐกิจไทยใกล้ 0% หากสงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือน เงินเฟ้อสูงเศรษฐกิจโตต่ำ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 เผชิญแรงกดดันหนักจาก Oil Shock และ Supply Shock พร้อมเตือนความเสี่ยง Stagflation เงินเฟ้อพุ่ง3.4% ส่วน GDP อาจต่ำกว่า 1% หากสงครามยืดเยื้อ
KEY
POINTS
- หากความขัดแย้งยืดเยื้อเกิน 1 เดือน เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเติบโตใกล้ 0% จากผลกระทบของวิกฤต "3F" ได้แก่ ต้นทุนอาหาร (Food) ที่สูงขึ้นจากราคาปุ๋ย, การท่องเที่ยว (Flight) ที่อาจซบเซาจากค่าเดินทางที่แพงขึ้น และค่าขนส่ง (Freight) ที่พุ่งสูงกระทบภาคการส่งออก
- เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push Inflation) ที่รุนแรงขึ้น โดยมีสาเหตุหลักจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน
- เครื่องมือในการพยุงเศรษฐกิจมีข้อจำกัด ทั้งนโยบายการเงินที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเงินเฟ้อจากต้นทุนได้ และนโยบายการคลังที่มีพื้นที่จำกัดจากระดับหนี้สาธารณะที่ใกล้เต็มเพดาน ทำให้การรับมือกับภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำเป็นไปได้ยาก
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย แม้จะมีความพยายามเจรจา แต่ความไม่แน่นอนยังคงสูง และส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก โดยเฉพาะด้านพลังงานที่กลายเป็นชนวนสำคัญของ “Oil Shock” และต่อเนื่องเป็น “Supply Shock” ซึ่งกำลังกดดันเศรษฐกิจหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่เดิมก็เติบโตในระดับต่ำอยู่แล้ว
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ในภาวะที่ทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงินมีข้อจำกัด เครื่องมือใดจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยไม่ให้ทรุดตัวลงไปมากกว่านี้ และจะสามารถรักษาการเติบโตให้อยู่ในแดนบวกได้หรือไม่
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินในรายการ 'ฐานทอล์ค' ทางเนชั่นทีวี 22 ว่า ภาพเศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกปรับลดคาดการณ์ GDP ลงจาก 1.9% เหลือเพียง 1.2% จากผลกระทบภายนอกที่รุนแรงกว่าคาด โดยเฉพาะปัจจัยด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน
“วิกฤต 3F” กดเศรษฐกิจ
บุรินทร์ระบุว่า วิกฤตปัจจุบันสามารถอธิบายผ่าน “3F Crisis” ได้แก่
- Food (อาหาร) – ราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบด้านพลังงาน ทำให้บางประเทศ เช่น ออสเตรเลีย เริ่มลดการเพาะปลูก เพราะต้นทุนสูงและปุ๋ยไม่เพียงพอ ส่งผลให้ปัญหาด้านอาหารจะเริ่มเห็นชัดในอีก 6 เดือนข้างหน้า ขณะที่ไทยเองก็พึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจำนวนมาก โดยประมาณ 30% มาจากตะวันออกกลาง
- Flight (การเดินทาง/ท่องเที่ยว) – การเปลี่ยนเส้นทางบินและต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มหายไป 1–2 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่ม Long-haul จากยุโรป ส่งผลให้ช่วง Low Season ไตรมาส 2 อาจลดลง 9–10% และหากราคาน้ำมันเครื่องบินสูงขึ้น จะยิ่งกระทบค่าตั๋วโดยสาร
- Freight (ค่าขนส่ง) – ค่าระวางเรือพุ่งขึ้นถึง 5 เท่า รวมถึงค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนผู้ส่งออกสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการส่งออกไปตะวันออกกลาง
“เราปรับ GDP จาก 1.9% ลงมาเหลือ 1.2% บนสมมติฐานว่าสถานการณ์จบใน 1 เดือน ถ้าวิกฤตลากยาวกว่านั้น มีโอกาสเห็นตัวเลขโต 0 จุดกว่าเปอร์เซ็นต์ หรือไม่โตเลยทั้งปี 1.2% ที่เห็นตอนนี้ ถือเป็น baseline ไม่ใช่กรณีเลวร้ายที่สุด”
พลังงานแพง กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญที่บุรินทร์ชี้ให้เห็น คือ “ต้นทุนพลังงาน” ที่กำลังกลายเป็นตัวแปรหลักของเศรษฐกิจไทยในรอบนี้ โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง คิดเป็นประมาณ 6–7% ของ GDP เมื่อราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างตั้งแต่ค่าเงินบาทอ่อนตัว ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ไปจนถึงค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้นตาม
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอดีตถูก “บิดเบือน” จากนโยบายตรึงราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ซึ่งทำให้ต้นทุนพลังงานในประเทศต่ำกว่าความเป็นจริง ส่งผลให้ภาคธุรกิจและระบบขนส่งไม่ได้เร่งปรับตัวหรือเพิ่มประสิทธิภาพเท่าที่ควร เมื่อเผชิญกับราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน จึงเกิดแรงกระแทกต่อระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"ในระยะถัดไป ภาคเศรษฐกิจไทยจึงอาจต้องเผชิญการปรับตัวเชิงโครงสร้าง ทั้งในมิติของการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปสู่ระบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น การพัฒนาโครงข่ายขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพ และการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ซึ่งจะเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศในระยะยาว"
ขณะเดียวกัน ปัญหาพลังงานยังเชื่อมโยงไปถึงการขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีและพลาสติกที่เป็นฐานสำคัญของการผลิตในประเทศ ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ อาหาร ไปจนถึงภาคก่อสร้างและ Data Center ซึ่งบุรินทร์เตือนว่า หากไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบทดแทนได้ทัน อาจนำไปสู่การหยุดชะงักของการผลิตในหลายอุตสาหกรรม และกระทบเป็นลูกโซ่ในระบบเศรษฐกิจ
นโยบายการเงิน “ติดข้อจำกัด”
ในด้านนโยบายการเงิน บุรินทร์อธิบายว่า แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นจากระดับเดิมที่คาดไว้เพียง 0.4% เป็นประมาณ 3.4% แต่ลักษณะของเงินเฟ้อในครั้งนี้เป็น “Cost-push” ที่มาจากราคาพลังงานและปัจจัยภายนอก ไม่ใช่การบริโภคภายในประเทศที่ร้อนแรง ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยตามหลักเศรษฐศาสตร์จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด
ในทางกลับกัน นโยบายที่มีความเป็นไปได้มากกว่าคือการลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของมาตรการนี้กลับถูกจำกัดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะพฤติกรรมของธนาคารพาณิชย์ที่ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ทำให้แม้ต้นทุนทางการเงินจะลดลง แต่เงินไม่ได้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงอย่างที่ควรจะเป็น
นอกจากนี้ ยังเกิดภาวะสภาพคล่องล้นระบบแต่ไม่เกิดการลงทุน โดยเงินจำนวนมากไหลกลับไปอยู่ในพันธบัตรรัฐบาลแทนการลงทุนในภาคธุรกิจ สะท้อนความเชื่อมั่นที่ยังอ่อนแอของภาคเอกชน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
"ดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเป็นตัวพลิกเศรษฐกิจได้ หากไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนกลับมาลงทุนและขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ"
นโยบายการคลัง “พื้นที่จำกัด”
ในขณะที่นโยบายการเงินมีข้อจำกัด นโยบายการคลังก็เผชิญแรงกดดันไม่ต่างกัน โดยระดับหนี้สาธารณะของไทยกำลังเข้าใกล้ 70% ของ GDP ซึ่งเป็นกรอบสำคัญที่รัฐบาลต้องระมัดระวัง เพราะอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุนและสถาบันจัดอันดับเครดิต
บุรินทร์ชี้ว่า แม้การกู้เงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตจะสามารถทำได้ แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่ “กู้หรือไม่กู้” หากแต่เป็น “กู้ไปทำอะไร” หากเงินกู้ถูกนำไปใช้ในโครงการที่สร้างศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น โครงสร้างพื้นฐานหรือการยกระดับผลิตภาพ ก็จะช่วยให้หนี้มีความยั่งยืน
"แต่หากเป็นการใช้จ่ายแบบกระตุ้นระยะสั้นหรือประชานิยมโดยไม่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ก็จะกลายเป็นภาระหนี้ที่บั่นทอนเสถียรภาพในระยะยาว"
อีกประเด็นสำคัญคือ มาตรการช่วยเหลือควรเป็นแบบ “เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย” โดยเน้นช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มเปราะบาง แทนการแจกแบบทั่วถึง ซึ่งอาจทำให้ทรัพยากรของรัฐกระจายไปยังกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
พร้อมกันนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาทั้งการ “เพิ่มรายได้” ผ่านการขยายฐานภาษี และ “ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น” ควบคู่กันไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการบริหารหนี้สาธารณะยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้
บทเรียน: ลดพึ่งพานำเข้า-สร้างความยืดหยุ่น
วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า เศรษฐกิจไทยยังมี “จุดเปราะบางเชิงโครงสร้าง” หลายด้าน โดยเฉพาะการพึ่งพาการนำเข้าทั้งพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ย ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในประเทศผันผวนตามสถานการณ์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บุรินทร์มองว่า นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญที่ไทยต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ เช่น การพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์จากทรัพยากรชีวมวลที่มีอยู่จำนวนมาก เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารในระยะยาว
ในมิติของพลังงาน ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาพลังงานฟอสซิลที่ผันผวน
ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแรงกดดันระยะสั้น แต่เป็น “บททดสอบเชิงโครงสร้าง” ที่จะชี้ว่าเศรษฐกิจไทยสามารถปรับตัวเพื่อสร้างความยืดหยุ่น และลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกได้มากน้อยเพียงใดในอนาคต





