thansettakij
thansettakij
เศรษฐกิจไทยเสี่ยง "Stagflation" แค่ไหน — รับมืออย่างไร ใครรอด ใครไม่รอด

เศรษฐกิจไทยเสี่ยง "Stagflation" แค่ไหน — รับมืออย่างไร ใครรอด ใครไม่รอด

10 เม.ย. 69 | 06:09 น.
อัปเดตล่าสุด :10 เม.ย. 69 | 06:17 น.

ไทยเสี่ยง Stagflation แค่ไหน? เปิด 4 ฉากทัศน์เศรษฐกิจจาก สศช. พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบราคาน้ำมัน-เงินเฟ้อ ธุรกิจไหนรอด-ไม่รอด และแนวทางวางแผนการเงินรับมือในสถานการณ์ "ของแพง เศรษฐกิจฝืด" ที่กำลังคืบคลานเข้ามา

สัญญาณอันตรายกำลังสะสมในระบบเศรษฐกิจไทย เมื่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับฉากทัศน์เศรษฐกิจปี 2569 ใหม่ทั้งหมด หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางลากยาวเกินหนึ่งเดือน กดดันราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง และดึงความเสี่ยงของภาวะ "Stagflation" เข้ามาใกล้ตัวมากขึ้นทุกที

ก่อนวิกฤตตะวันออกกลาง สศช. คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ราว 2% ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 58-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อแทบไม่มีแรงกดดัน แต่ตัวเลขเหล่านั้นกำลังถูกเขียนทับด้วยฉากทัศน์ที่แย่ลงกว่าเดิมอย่างมาก

Stagflation คืออะไร และทำไมถึงน่ากลัวกว่าภาวะถดถอยทั่วไป

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจาก TDRI อธิบายให้เห็นภาพชัดว่า ปกติแล้วเศรษฐกิจจะวนอยู่ระหว่างสองขั้ว คือ "โตดี-ของแพง" กับ "หดตัว-ของถูก" ซึ่งรัฐบาลสามารถรับมือได้ไม่ยากนัก เพราะถ้าเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปก็กดดอกเบี้ยหรือลดรายจ่ายภาครัฐ ถ้าเศรษฐกิจหดตัวก็ทำตรงกันข้าม

แต่ Stagflation คือสถานการณ์ที่ "สองเรื่องเลวร้ายเกิดพร้อมกัน" นั่นคือเศรษฐกิจโตต่ำหรือหยุดโต ขณะที่เงินเฟ้อกลับพุ่งสูง หากรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะยิ่งเร่งเงินเฟ้อ แต่ถ้ากดเงินเฟ้อด้วยการขึ้นดอกเบี้ยก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจทรุดหนักลงไปอีก ทางออกจึงแทบไม่มีให้เลือก

ฉากทัศน์ 4 ระดับ กับความเสี่ยงที่ขยายตัวทุกวัน

สศช. วางกรอบการประเมินไว้ 4 ระดับ โดยแต่ละฉากทัศน์สะท้อนถึงความรุนแรงและระยะเวลาของสงครามในตะวันออกกลางที่แตกต่างกัน

ฉากทัศน์แรก หากสงครามกระจายตัวแต่สิ้นสุดภายในสองเดือน ราคาน้ำมันดิบจะเฉลี่ยอยู่ที่ 85-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยยังพอขยายตัวได้ 1.4% แต่เงินเฟ้อจะกระโดดขึ้นไปที่ 2.7% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายปกติพอสมควร

ฉากทัศน์ที่สอง หากสงครามขยายวงและยืดเยื้อ 3-5 เดือน น้ำมันดิบจะแตะ 105-115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยจะโตได้เพียง 0.9% และเงินเฟ้อพุ่งขึ้นถึง 4.4% ซึ่งระดับนี้เริ่มส่อเค้าของ Stagflation อย่างชัดเจน

ฉากทัศน์ที่สาม คือสงครามเต็มรูปแบบที่ยืดเยื้อ 6-9 เดือน ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งขึ้นถึง 135-145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล GDP ไทยแทบไม่โตเลยที่ 0.2% และเงินเฟ้อแตะ 5.8% ซึ่งถือเป็นระดับที่สร้างความเจ็บปวดอย่างมากต่อผู้มีรายได้น้อย

ฉากทัศน์ที่สี่ คือกรณีเลวร้ายที่สุด เมื่อมหาอำนาจอื่นอย่างจีน รัสเซีย และยุโรปเข้าร่วมสงคราม ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง การคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจใดๆ แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาหลายทศวรรษ

ระเบิดเวลา "กองทุนน้ำมัน" กับราคาดีเซลที่ซ่อนความจริงไว้

หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่นักวิชาการเป็นห่วงมากที่สุดในบริบทของไทยโดยเฉพาะ คือโครงสร้างราคาน้ำมันที่ถูกบิดเบือนมาอย่างต่อเนื่อง จากกรณีรัฐบาลเข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมัน ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบอบ่างต่อเนื่อง

หากราคาน้ำมันดิบโลกยังทรงตัวเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่อง จนถึงจุดที่รัฐบาลอุดหนุนต่อไม่ไหว จะต้องปล่อยให้ราคาดีเซลสะท้อนความเป็นจริง ซึ่งอาจพุ่งขึ้นไปแตะ 60 บาทต่อลิตรในทันที

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคำนวณไว้ว่าการขึ้นดีเซล 14.3 บาทต่อลิตรนั้น จะผลักเงินเฟ้อทั่วไปให้สูงขึ้นถึง 4.56% และกดการบริโภคเอกชนลงกว่า 97,520 ล้านบาท ขณะที่ สศช. ประเมินว่าทุกๆ 1 บาทที่ดีเซลขยับขึ้น จะฉุด GDP ลงประมาณ 0.02% นั่นหมายความว่าหากดีเซลลอยตัว จะมีผลต่อ GDP อย่างมาก

ไทยอยู่ตรงไหน ถึงเส้น Stagflation แล้วหรือยัง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยชี้ว่า ขณะนี้ไทยยังไม่ตกอยู่ในภาวะ Stagflation เต็มรูปแบบ แต่กำลังอยู่ใน "เขตอันตราย" อย่างชัดเจน โดยวางเกณฑ์การวินิจฉัยไว้ 4 ข้อ ได้แก่ การเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อสูงเกินกรอบเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง การว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น และเงื่อนไขทั้งหมดต้องเกิดพร้อมกันอย่างน้อย 2-3 ไตรมาสติดต่อกัน

ปัจจุบัน GDP ไทยขยายตัวได้เพียง 1.5% ต่ำกว่าศักยภาพที่ควรอยู่ที่ราว 3% ส่วนเงินเฟ้อยังถูกมาตรการพลังงานของรัฐกดไว้ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีโอกาสที่เงินเฟ้อจะกระโดดขึ้นไปอยู่ที่ 4-5% ได้ในปีนี้ อัตราว่างงานโดยรวมยังต่ำราว 1% ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มต่ำที่สุดของโลก แต่ตัวเลขนี้อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด เพราะแรงงานในภาคนอกระบบและผู้ที่ถูกลดชั่วโมงทำงานจะไม่ถูกนับรวม

สรุปคือ ณ วันนี้ไทยยังไม่ถึงขั้น Stagflation เต็มรูปแบบ แต่กำลังเดินเข้าหามันอย่างช้าๆ และถ้าราคาพลังงานยังทรงตัวสูงต่อเนื่องอีก 3-4 เดือน ภาพจะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ใครรอด ใครไม่รอด ถ้า Stagflation เกิดขึ้นจริง

สำหรับภาคธุรกิจ ผลกระทบจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและลักษณะของอุปสงค์

กลุ่มที่น่ากังวล ได้แก่ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบสูง เมื่อราคาพลังงานขึ้น ต้นทุนจะถีบตัวขึ้นทันทีแต่ไม่สามารถส่งผ่านราคาได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากสัญญาก่อสร้างมักมีราคาตายตัว

ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งก็เช่นกัน เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคจะหดตัวลงตามค่าครองชีพที่สูงขึ้น อีกกลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือธุรกิจที่ใช้เม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบ ซึ่ง สศช. เตือนว่าปัญหาการขาดแคลนจะเริ่มชัดเจนขึ้นในระยะต่อไป รวมถึงธุรกิจขนส่งที่แม้จะได้รับการช่วยเหลือด้านเชื้อเพลิง แต่ต้นทุนรวมก็ยังสูงขึ้นต่อเนื่อง

กลุ่มที่มีโอกาสรับมือได้ดีกว่า คือ ธุรกิจพลังงานและโรงกลั่นน้ำมันซึ่งได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ธุรกิจสาธารณูปโภคที่มีรายได้แน่นอนและมักมีกลไกปรับราคาตามต้นทุน และธุรกิจเกษตรและอาหาร บางส่วนที่สามารถส่งออกได้จะได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น

แผนรับมือส่วนบุคคล วางแผนการเงินอย่างไรในยุคนี้

สำหรับการบริหารการเงินส่วนบุคคล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. เตือนว่าภาครัฐต้องเริ่มสื่อสารให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงการทบทวนค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน รักษาสภาพคล่องในมือให้มากขึ้น และระวังการก่อหนี้ใหม่โดยเฉพาะดอกเบี้ยลอยตัวที่มีความเสี่ยงเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ย

ส่วนนักลงทุน SCBAM แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในภาวะ Stagflation ไว้ชัดเจนว่าต้องเลิกยึดติดกับ Playbook แบบเดิมที่เน้นแค่หุ้นกับตราสารหนี้ เพราะในภาวะเช่นนี้ทั้งสองสินทรัพย์จะถูกกดดันพร้อมกัน ตราสารหนี้เสียหายเพราะดอกเบี้ยมีแนวโน้มขาขึ้น ขณะที่หุ้นโดยรวมก็เสี่ยงเพราะกำไรบริษัทถูกกดดันจากต้นทุนสูง

สิ่งที่ควรให้น้ำหนักมากขึ้นในพอร์ตการลงทุนคือสินค้าโภคภัณฑ์และทองคำ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้ดีที่สุด หุ้นในกลุ่ม Defensive ที่มีรายได้สม่ำเสมออย่างสาธารณูปโภค พลังงาน และสุขภาพ รวมถึงหุ้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่รายได้มักมีกลไกปรับตามเงินเฟ้ออยู่แล้ว

บทบาทของรัฐ ทำได้แค่ไหน

นายดนุชายอมรับว่าในสภาวะนี้การกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ยาก มาตรการที่เหมาะสมกว่าคือการช่วยแบกรับค่าครองชีพเพื่อหล่อเลี้ยงกำลังซื้อในระบบไว้ มากกว่าการอัดฉีดเม็ดเงินให้เศรษฐกิจโต

ดร.นณริฏย้ำว่ากองทุนน้ำมันควรเป็นเพียง "เครื่องมือพยุงราคา" เพื่อให้การปรับขึ้นเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่กดราคาไว้ตลอด เพราะจะกลายเป็นภาระการคลังระยะยาวและบิดเบือนกลไกตลาด แนวทางที่ดีกว่าคือการเปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาในภาพรวมมาเป็นการช่วยเหลือแบบตรงจุดที่กลุ่มเกษตรกร ชาวประมง ผู้ประกอบการขนส่ง และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมีเงื่อนไขว่าผู้รับความช่วยเหลือจะต้องไม่ส่งผ่านต้นทุนให้ผู้บริโภคปลายน้ำ

ณ วันนี้ไทยยังไม่ใช่ Stagflation แต่กำลังเดินเข้าหาจุดนั้นอย่างไม่หยุด ตัวแปรสำคัญที่จะตัดสินว่าสถานการณ์จะไปทางไหนคือระยะเวลาของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความสามารถของรัฐบาลในการบริหารจัดการราคาพลังงานในประเทศอย่างชาญฉลาด ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนจึงไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากต้องเริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่คลื่นจะซัดเข้าฝั่งจริงๆ.