
ทองรับแรงกดดัน ดอลลาร์แข็ง-บอนด์ยีลด์สูง เสี่ยงลงลึก หากยืนเหนือ 4,860 ดอลลาร์ไม่ได้
“ฮั่วเซ่งเฮง” ชี้ทองคำเข้าสู่ช่วงพักฐานสะสมแรง จับตา Breakout รอบใหม่ หลังตลาดโลกยังเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยสูง ดอลลาร์แข็ง และความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่แนวต้านสำคัญ 5,000 ดอลลาร์ กลายเป็นจุดชี้ทิศทางตลาดทองทั้งปี
KEY
POINTS
- ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) ที่ยังอยู่ในระดับสูง
- ตลาดกำลังอยู่ในภาวะ "พักฐาน" หรือแกว่งตัวในกรอบกว้างเพื่อสะสมแรง หลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า
- ปัจจัยทางเทคนิคชี้ว่าราคามีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงลึก หากไม่สามารถยืนเหนือแนวรับสำคัญที่ระดับ 4,860 ดอลลาร์ได้
นายวราวุธ เบญจาพุทธารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า หลังการปรับขึ้นแรงในช่วงต้นปี ราคาทองคำเริ่มชะลอตัว และเข้าสู่ช่วงแกว่งตัวในกรอบกว้างอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้แรงกดดันจากดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์ ท่ามกลางความผันผวนที่ยังคงสูงในระดับโลก ก่อให้เกิดคำถามสำคัญคือ ตลาดกำลัง “พักฐานเพื่อไปต่อ” หรือกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนของแนวโน้ม การ Breakout รอบนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางทั้งปีหรือไม่
ทองพักฐานก่อน Breakout
ราคาทองคำในช่วงปัจจุบันกำลังเข้าสู่ภาวะ “พักฐาน” หลังจากการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงก่อนหน้า โดยราคายังคงเคลื่อนไหวในกรอบกว้างประมาณ 4,400 - 4,800 ดอลลาร์ สะท้อนถึงภาวะที่ตลาดยังไม่สามารถเลือกทิศทางได้อย่างชัดเจน และตลาดกำลังอยู่ระหว่างการประเมินปัจจัยพื้นฐานใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง
ในเชิงทฤษฎี ภาวะดังกล่าวสามารถอธิบายได้ว่าเป็นช่วงของ “Equilibrium Adjustment” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปัจจัยพื้นฐานหลายด้านส่งสัญญาณที่แตกต่างกัน แต่ในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์ ภาวะตลาดทองคำตอนนี้เป็นในรูปแบบ “Market Consolidation” ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวอย่างรุนแรง โดยตลาดจะเข้าสู่ช่วงสะสมแรง (Accumulation) ก่อนเลือกทิศทางใหม่อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปัจจัยมหภาค แรงกดดันยังไม่หายไป
ซึ่งข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐยังอยู่ในระดับสูง
- ค่าเงินดอลลาร์ยังแข็งค่าเป็นระยะ
- ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย
ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาทองคำในปัจจุบัน คืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield) ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูง และส่งผลให้ราคาทองคำถูกจำกัด Upside ในระยะสั้น
ขณะเดียวกันค่าเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่าเป็นระยะ ตามกลไกของ Dollar Smile Theory ซึ่งอธิบายว่าดอลลาร์สามารถแข็งค่าได้ทั้งในช่วงเศรษฐกิจแข็งแรง และในช่วงที่ตลาดเผชิญความเสี่ยง ส่งผลให้ทองคำยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยค่าเงิน อย่างไรก็ดี แม้จะมีแรงกดดันจากฝั่งดอกเบี้ยและค่าเงิน แต่ราคาทองคำยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ได้แก่
- ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์
- ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก
- ความต้องการทองคำจากธนาคารกลาง โดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่
ข้อมูลจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น World Gold Council สะท้อนว่าการสะสมทองคำในทุนสำรองยังคงอยู่ในระดับสูง จึงถือเป็นแรงสนับสนุนระยะกลางถึงยาวต่อราคาทองคำ
การบีบตัวของความผันผวนก่อนการ Breakout
ทองคำกำลังอยู่ในช่วง “Compression Phase” ซึ่งในอดีต มักนำไปสู่การเคลื่อนไหวแรง และพฤติกรรมราคาทองคำในปัจจุบันสะท้อนภาวะ Volatility Compression หรือการที่ช่วงการเคลื่อนไหวของราคาค่อยๆ แคบลง ซึ่งในเชิงเทคนิคมักเป็นสัญญาณนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่รุนแรงในระยะถัดไป กรอบการเคลื่อนไหวที่สำคัญ
- แนวรับ : บริเวณ 4,400 – 4,500 ดอลลาร์
- แนวต้าน : บริเวณ 4,900 – 5,000 ดอลลาร์
Scenario การเคลื่อนไหวของราคา
- กรณีบวก (Bullish Scenario) : หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลง และค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า อาจเปิดโอกาสให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ และมีโอกาสทดสอบระดับสูงใหม่
- กรณีลบ (Bearish Scenario) : หาก Real Yield ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า อาจกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับบริเวณ 4,300 – 4,100 ดอลลาร์
มุมมองเชิงกลยุทธ์
ภายใต้สภาวะตลาดที่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ และปัจจัยมหภาคยังมีทิศทางไม่ชัดเจน การจัดพอร์ตการลงทุนควรเน้นความสมดุลระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
ทองคำยังคงมีบทบาทในฐานะเครื่องมือบริหารความเสี่ยง แม้จะเผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจากปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ย โดยในระยะสั้นอาจยังต้องระวังขาลง ขณะที่โอกาส Breakout ขาขึ้นมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้มากกว่า แต่เงื่อนไขสำคัญคือราคาต้องกลับไปยืนเหนือ 4,860 และ 5,000 ดอลลาร์ให้ได้ก่อน มิฉะนั้นตลาดยังมีความเสี่ยงแกว่งลงทดสอบฐานลึกอีกครั้ง
สรุปได้ว่า การพักฐานของราคาทองคำในช่วงปัจจุบัน ไม่ได้สะท้อนถึงความอ่อนแอของตลาด แต่เป็นกระบวนการปรับสมดุลก่อนการเคลื่อนไหวครั้งใหม่ ในสภาวะที่ Real Yield ยังอยู่ในระดับสูง ค่าเงินดอลลาร์ยังมีความผันผวน และความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกยังไม่คลี่คลาย ดังนั้น การ Breakout ของราคาทองคำในรอบถัดไปมีแนวโน้มเกิดขึ้นพร้อมความผันผวนที่สูงขึ้น และอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดในระยะต่อไป
การแกว่งตัวของราคาทองคำ ณ ปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่า โลกยังไม่กลับสู่สมดุลใหม่ ตราบใดที่ พลังงานยังไม่เสถียร, เงินเฟ้อยังเป็นความเสี่ยง และการเมืองยังใช้ “ความไม่แน่นอน” เป็นเครื่องมือ และที่สำคัญ ทองคำก็ยังไม่หมดบทบาทในพอร์ต





