
ผู้ว่า ธปท. ยันไทยยังไม่เข้าสู่ Stagflation พ.ร.ก.กู้เงิน พยุงจีดีพีโต 2.1%
ผู้ว่า ธปท. ยืนยันไทยยังไม่เข้าสู่ Stagflation ระบุพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทหนุนพ้นความเสี่ยง พยุงจีดีพีปีนี้ โต 2.1%
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation ซึ่งตามนิยามทางทฤษฎีแล้ว ภาวะดังกล่าวจะต้องประกอบด้วย 2 ปัจจัยหลักคือ เศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างมาก (Downturn) ควบคู่ไปกับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและยืนระยะยาวต่อเนื่อง
ซึ่งสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่ได้อยู่ในสภาวะนั้น โดยยืนยันว่าเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในขณะนี้เป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว และคาดว่าจะเริ่มทยอยลดลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปีหน้าเป็นต้นไป เนื่องจากฐานราคาที่สูงในช่วงเดียวกันของปีนี้
มาตรการรัฐ 4 แสนล้าน ตัวช่วยพ้นวิกฤต
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ผลกระทบจาก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ... วงเงิน 400,000 ล้านบาท จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะ Stagflation ได้
โดยประเมินว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะช่วยหนุนให้ GDP ปีนี้ขยับตัวขึ้นประมาณ 0.6% ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวได้ที่ 2.1% จากเดิมที่คาดไว้ 1.5% อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าอาจเห็นตัวเลข GDP ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.6% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 2.0% ซึ่งเป็นผลมาจากฐานเศรษฐกิจที่โตสูงในปีนี้
เงินเฟ้อไทยอยู่ขอบล่าง ต่างจากต่างประเทศ
ในด้านของเงินเฟ้อ ธปท. ระบุว่าตัวเลขล่าสุดในเดือนเมษายนอยู่ที่ 2.89% ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยประเมินว่าเงินเฟ้อทั้งปีนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3.1% ปรับขึ้นจากเดิมที่ 2.9% หลังมีการออกมาตรการ พ.ร.ก.กู้เงิน
“สถานการณ์เงินเฟ้อของไทยแตกต่างจากหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากเงินเฟ้อไทยยังเกาะอยู่ที่ขอบล่างของเป้าหมาย ในขณะที่ต่างประเทศส่วนใหญ่พุ่งทะลุขอบบนไปแล้ว โดยคาดว่าในปีหน้าเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีจะลดลงมาอยู่ที่ 1.4% ซึ่งกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% ตามปกติ
เฝ้าระวังความเสี่ยงสงครามและปัจจัยภายนอก
นายวิทัย กล่าวว่า แม้จะมีความมั่นใจว่าไทยยังไม่อยู่ในภาวะ Stagflation ในปัจจุบัน แต่ยอมรับว่ายังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในต่างประเทศที่มีความผันผวนตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานได้
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจและรายย่อย ธปท. กำลังเร่งดำเนินการมาตรการเฉพาะจุด เช่น การปรับปรุง SME Credit Boost เพื่อค้ำประกันสินเชื่อให้ครอบคลุมผลกระทบจากวิกฤตการณ์โลก และการออกมาตรการ Secure Plus เพื่อสนับสนุนการใช้ที่ดินเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อใหม่ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้ จะติดตามสถานการณ์หนี้เสียอย่างใกล้ชิด หากจำเป็นจะนำมาตรการแก้หนี้อย่างยั่งยืนกลับมาใช้
ส่วนความคืบหน้าการปรับปรุงโครงสร้างค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์เพื่อลดภาระให้กับประชาชนจะมีการประกาศภายในสิ้นเดือนนี้ ด้านการทบอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด รวมถึงการชำระขั้นต่ำ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ธปท.ว่าจะมีการต่ออายุออกไปหรือไม่ ซึ่งขณะนี้การชำระขั้นต่ำอยู่ที่อัตรา 8% ต่อปี จะหมดอายุ 31 ธ.ค.69
“การดำเนินการดังกล่าวต้องรักษาสมดุลไม่ให้กระทบต่อการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยเฉพาะเมื่อกลุ่ม Non-bank เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในภาวะที่สินเชื่อธนาคารพาณิชย์เติบโตช้าตามภาวะเศรษฐกิจ”
คาดสิ้นปีนี้ ตั้ง Virtual Bank 2 ราย
ขณะที่ความคืบหน้า Virtual Bank ในส่วนของการจัดตั้ง Virtual Bank ผู้ขออนุญาตทั้ง 3 รายยังคงดำเนินการตามขั้นตอน โดยต้องจัดตั้งให้สำเร็จภายใน 1 ปี และสามารถขอขยายเวลาได้อีก 1 ปี คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเห็นความชัดเจนในการจัดตั้งอย่างน้อย 2 แห่ง ซึ่งการมี Virtual Bank จะช่วยให้กลุ่มฐานราก พ่อค้าแม่ค้า และ SME สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ดียิ่งขึ้นผ่านระบบไอทีและการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ







