
'กสิกรไทย' หั่น GDP ปี 69 เหลือ 1.2% พิษสงครามตะวันออกกลาง-น้ำมันพุ่ง
กสิกรไทยหั่นคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันสูง กำลังซื้ออ่อนแอ เตือนเสี่ยง Stagflation หนี้สาธารณะพุ่งแตะ 70% ของ GDP จับตาซูเปอร์เอลนีโญกระทบเศรษฐกิจไทยซ้ำเติม
KEY
POINTS
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จากเดิม 1.9% หลังราคาพลังงานพุ่งและกำลังซื้ออ่อนแอ พร้อมเตือนหากราคาน้ำมันยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนาน 3 เดือน เศรษฐกิจไทยอาจโตต่ำกว่า 1%
ความขัดแย้งอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันเงินเฟ้อโลกเพิ่มเป็น 4.4% ขณะที่ IMF ปรับลด GDP โลกเหลือ 3.1% สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ต่างเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นอกจากเศรษฐกิจชะลอ ไทยยังเสี่ยงหนี้สาธารณะแตะ 70% ของ GDP ภายในปี 2570 ขณะที่ Moody’s ปรับมุมมองเครดิตไทยเป็น “เชิงลบ” และปลายปีนี้ยังต้องจับตาซูเปอร์เอลนีโญที่อาจกระทบภาคเกษตรและการผลิตอย่างรุนแรง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยในรายงาน “Monthly Economic Report พฤษภาคม 2569” ระบุว่า เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation เพิ่มสูงขึ้น จากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านที่ยืดเยื้อและการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ราคาพลังงานและปิโตรเคมีทรงตัวในระดับสูง ปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับก่อนสงคราม
ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อโลกปี 2569 จาก 3.8% เป็น 4.4% ขณะเดียวกันได้ปรับลดประมาณการ GDP โลกจาก 3.3% เหลือ 3.1% สะท้อนผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้ยังเติบโตได้ดีในไตรมาสแรกของปีนี้ จากแรงหนุนการลงทุนด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ แต่เงินเฟ้อที่เร่งตัวในเดือนมีนาคมได้ฉุดความเชื่อมั่นผู้บริโภคสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนเมษายน ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ตลอดทั้งปีนี้
ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินเยนอ่อนค่า แม้ทางการจะเข้ามาแทรกแซงค่าเงิน ทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่วนยูโรโซนเริ่มส่งสัญญาณเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation หลัง GDP ไตรมาสแรกขยายตัวเพียง 0.1%
สำหรับเศรษฐกิจไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับลดประมาณการ GDP ปี 2569 ลงเหลือ 1.2% จากเดิม 1.9% จากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอและภาคท่องเที่ยวที่ชะลอตัว โดยหากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อจนราคาน้ำมันดิบยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลา 3 เดือน GDP ไทยอาจขยายตัวได้เพียง 0.8-1.2% เท่านั้น
ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อไทยปีนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นแตะ 3.4% จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนมีนาคมลดลงต่ำสุดในรอบ 45 เดือน สะท้อนแรงกดดันต่อกำลังซื้อของครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม ภาคส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเดือนมีนาคม 2569 การส่งออกขยายตัวสูงถึง 18.7% นำโดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI และการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ไทยกลับมาขาดดุลการค้าในไตรมาสแรกกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้านภาคการท่องเที่ยว คาดว่าปีนี้ไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 31.5 ล้านคน แม้ยังฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่มีความเสี่ยงจากต้นทุนการเดินทางและราคาตั๋วเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน
ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวหลังงานมอเตอร์โชว์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” เพื่อกระตุ้นยอดขายรถ EV และ Hybrid ที่ผลิตในประเทศ
นอกจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก ไทยยังเผชิญแรงกดดันด้านฐานะการคลัง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าหนี้สาธารณะไทยอาจแตะระดับ 70% ของ GDP ภายในปี 2570 ขณะที่ Moody’s ได้ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของไทยจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” สะท้อนความกังวลต่อศักยภาพการเติบโตและสถานะการคลังในระยะยาว
อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร การบริหารจัดการน้ำ และการผลิตสินค้าอาหารอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ต้องเผชิญความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยเชิงโครงสร้างภายในประเทศพร้อมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







