thansettakij
thansettakij
วิกฤตตะวันออกกลางพ่นพิษ โรงงานทยอยปิดตัว คนตกงานพุ่ง -SMEs ดิ้นหนีตาย ท่องเที่ยวซึม 

วิกฤตตะวันออกกลางพ่นพิษ โรงงานทยอยปิดตัว คนตกงานพุ่ง -SMEs ดิ้นหนีตาย ท่องเที่ยวซึม 

30 เม.ย. 69 | 10:46 น.
อัปเดตล่าสุด :30 เม.ย. 69 | 10:46 น.

สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ดันราคาพลังงานพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ทุบซ้ำอุตสาหกรรมผลิตและ SME โรงงานทยอยปิดตัว เลิกจ้างงาน ภาคการบิน-ท่องเที่ยวอ่วมหนัก ต้นทุนน้ำมันอากาศยานทะยาน 3 เท่า ฉุดยอดจองโรงแรม

KEY

POINTS

สงครามยืดเยื้อ ดันราคาน้ำมันพุ่ง ทำให้ต้นทุนพลังงานและขนส่งสูงขึ้นทั่วโลก ฉุดการเติบโตเศรษฐกิจและดันเงินเฟ้อ โดย ธนาคารพัฒนาเอเชีย ชี้แนวโน้มเศรษฐกิจชะลอลง

โรงงานทยอยปิดจากต้นทุนพุ่งและกำลังซื้ออ่อน SMEs เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งพลังงานแพง วัตถุดิบขึ้น การแข่งขันสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ เสี่ยงตกงานเพิ่ม

ราคาน้ำมันอากาศยานพุ่งเกือบ 3 เท่า กดดันสายการบินลดเที่ยวบิน ขณะที่โรงแรมยอดจองลดลง 20–30% จากค่าเดินทางที่แพงขึ้นและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก

ยืดเยื้อนาน 2 เดือน หลังสหรัฐอเมริกาผนึกกำลังกับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหลังจากยกระดับการโจมตีและปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ที่เปรียบเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ของพลังงานโลก เพราะน้ำมันดิบกว่า 20-25% ของปริมาณที่บริโภคทั่วโลก ต้องขนส่งผ่านช่องแคบนี้ หรือเฉลี่ย 20-21 ล้านบาร์เรลต่อวัน 

ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบีระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนด้านการค้าที่ยังคงดำเนินอยู่ ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแปซิฟิกมีแนวโน้มจะชะลอลงมาอยู่ที่ 5.1% ทั้งในปี 2569 และ 2570 ซึ่งลดลงจาก 5.4% ในปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อในภูมิภาคคาดว่า จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.6% ในปี 2569 และ 3.4% ในปี 2570 จากระดับ 3.0% ในปีที่ผ่านมา
เร่งรง.ปิดตัว-คนตกงานเพิ่ม 

วิกฤตตะวันออกกลางพ่นพิษ โรงงานทยอยปิดตัว คนตกงานพุ่ง -SMEs ดิ้นหนีตาย ท่องเที่ยวซึม 

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า จากความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่สาม ส่งผลให้ราคาพลังงานของโลกมีแนวโน้มจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงแบบนี้ไปอีกเป็นปี ซึ่งจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป 
 

ผลกระทบที่เกิดขึ้น ส่งผลให้โรงงานในประเทศเริ่มทยอยปิดตัวลงเรื่อยๆ สาเหตุหลักมาจากต้นทุนทุกอย่างพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่กำลังซื้อก็ไม่ดี หลายโรงงานต้องลดกำลังการผลิตลง หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อแบบนี้ต่อไป กลุ่มที่ไปไม่ไหวคงต้องปิดตัวลงอีก ทั้งนี้กลุ่มที่ได้ผลกระทบหนักที่สุดคือ อุตสาหกรรมแปรรูป ที่เจอปัญหาวัตถุดิบราคาแพง เช่น โรงงานแปรรูปพลาสติก ที่มีโรงงานปิดตัวไป กระทบต่อการจ้างงานนับพันคน 

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

นอกจากนี้ยังต้องจับตา โรงงานขนาดใหญ่ ที่ใช้พลังงานมาก ๆ ขณะที่ต้องนำเข้าแร่ต่างๆ เช่น แร่เหล็ก แร่ธาตุ และอะลูมิเนียมในราคาที่แพงขึ้นมาก แถมยังมาเจอกับงบประมาณการก่อสร้างและโครงการต่างๆ ที่ชะลอตัวลง ทำให้ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ต้องเผชิญความท้าทายว่าจะปรับราคาสินค้าขึ้นได้หรือไม่ ในขณะที่คนไม่มีกำลังซื้อ 

“สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ หากการเจรจาล้มเหลวและมีการโจมตี โครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงไฟฟ้า หรืออิหร่านเอาคืนด้วยการถล่มโรงกลั่นและคลังน้ำมัน จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงรุนแรง และที่สำคัญคือ ต่อให้หยุดรบกันวันนี้ สภาวะความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมถึง 1 ปี กว่าจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ ทำให้ราคาพลังงานจะยังยืนในระดับสูง” 

สินค้าจีนยังถล่มไม่หยุด 

อีกด้านหนึ่งผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญกับสินค้าราคาถูกจากจีนเข้ามาแย่งตลาดในประเทศมากขึ้น จากสินค้าจีนไปตลาดสหรัฐยากขึ้นจากถูกใช้มาตรการทางการค้า และขึ้นภาษีสูง ส่งผลให้สินค้าจีนเข้ามาทำตลาดในอาเซียน และไทยมากขึ้นกระทบผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่ง ยังเป็นปัญหาเดิมที่แก้ไม่ตก

ขณะนี้ต้นทุนการผลิตของไทยเพิ่มขึ้น แต่ราคาสินค้าจีนยังไม่เพิ่มมาก ยังถูกกว่าไทย ยิ่งทำให้ช่องว่างราคาห่างกันไปอีก คนจึงหันไปซื้อสินค้านำเข้าแทน ปัญหานี้ซับซ้อนและยังหาทางจบไม่ได้  

สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่รัฐบาลจะแจกเงิน 4,000 บาท (เดือนละ 1,000 บาท) เพื่อช่วยประชาชนลดรายจ่าย และเพิ่มกำลังซื้อมองว่า จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น เพราะเป็นเพียง มาตรการบรรเทาค่าครองชีพแค่ในช่วง 4 เดือนเท่านั้น ซึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริงต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างงานและสร้างโอกาสใหม่ๆ ซึ่งรัฐบาลควรมีงบประมาณสำหรับการสร้างงานและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปพร้อมกันด้วย เรื่องนี้ต้องเร่งมือทำทุกด้าน 

SMEs อ่วม “พลังงาน-ต้นทุน-หนี้"รุมกด 

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรุนแรงจาก “วิกฤตซ้ำซ้อน” ทั้งสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติอย่างมีนัยสำคัญ  

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

ทั้งนี้ เอสเอ็มอีถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด เนื่องจากต้องเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กำลังซื้อที่ชะลอตัว และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น 

ประเด็นสำคัญที่กระทบโดยตรง คือ “ต้นทุนพลังงาน” ที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และค่าขนส่ง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วยต่อเดือน ซึ่งได้รับผลกระทบเต็มที่ ขณะเดียวกัน ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลกยังทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 

นอกจากนั้น ผู้ประกอบการยังเผชิญ “ต้นทุนวัตถุดิบ” ที่ปรับขึ้นในทุกภาคส่วน ส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหาร ร้านค้ารายย่อย และบริการ ต้องทยอยปรับราคาสินค้า แม้ต้องเผชิญความเสี่ยงจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ลดลง 

ในฝั่งประชาชน ภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจำเป็น กำลังบั่นทอนการใช้จ่ายภายในประเทศ ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน ปัญหา “หนี้ครัวเรือน” และหนี้เสีย (NPL) ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนความเปราะบางด้านสภาพคล่องทั้งในระดับครัวเรือนและธุรกิจ 

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ คือ ขีดความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีไทย ที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านผลิตภาพ การขาดแคลนแรงงานทักษะสูง และการปรับตัวสู่เทคโนโลยีใหม่ เช่น AI รวมถึงข้อจำกัดของระบบนิเวศทางธุรกิจที่ยังไม่เอื้อต่อการแข่งขันในเวทีโลก
 จากแรงกดดันดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเริ่มลดต้นทุนด้วยการลดแรงงาน เลิกจ้าง หรือปิดกิจการ ซึ่งอาจกระทบเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ 

ทั้งนี้ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเสนอแนวทาง “ไทยช่วยไทย ต้องช่วยให้รอดอย่างยั่งยืน” ผ่านการปรับเปลี่ยน 5 ภาระหลัก ไปสู่ “โครงสร้างเศรษฐกิจ 5 เสาหลัก” ประกอบด้วย

โครงสร้างเศรษฐกิจแบ่งปันที่เป็นธรรม: ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ ขจัดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ส่งเสริมการใช้ “Local Content” หรือสินค้า วัตถุดิบ และบริการของผู้ประกอบการไทย เพื่อช่วยลดการขาดดุลการค้า และพัฒนา “Local Platform” เพื่อสร้างช่องทางการค้าและการท่องเที่ยวของไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล

โครงสร้างพลังงานที่เป็นธรรม: ที่มุ่งปรับโครงสร้างต้นทุนพลังงาน และเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ควบคู่กับแนวทางเศรษฐกิจยั่งยืน และ ESG

โครงสร้างแหล่งทุนที่เป็นธรรม: เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำ 

โครงสร้างการพัฒนากำลังคนที่เป็นธรรม: เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิต

โครงสร้างรัฐที่เป็นธรรม: ผ่านการปรับกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ

นายแสงชัยกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐอย่างบูรณาการและต่อเนื่อง ระหว่างหน่วยงาน กระทรวง และกรมต่าง ๆ เพื่อให้มาตรการสามารถตอบโจทย์ปัญหาได้จริง และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดผลลัพธ์ร่วมกัน 

“ประเทศไทยต้องการ Quick Big Change เพื่อให้เกิด Quick Big Win และช่วยให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อได้ ท่ามกลางความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวนจากสงครามและวิกฤตซ้ำซ้อน”นายแสงชัยกล่าว 

การบินไทยเลิกไฟลต์ 

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ปัจจุบันสายการบิน ต้องเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันอากาศยานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นไปสูงสุด (Peak) ที่ประมาณ 240 เหรียญต่อบาร์เรล คิดเป็นเกือบ 3 เท่า จากเดิมช่วงก่อนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

วิกฤตตะวันออกกลางพ่นพิษ โรงงานทยอยปิดตัว คนตกงานพุ่ง -SMEs ดิ้นหนีตาย ท่องเที่ยวซึม 
แม้ล่าสุดจะเริ่มอ่อนตัวลง แต่โดยเฉลี่ยยังอยู่ในระดับสูงกว่าเดิมอย่างน้อย 2 เท่า ประกอบกับเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซัน สายการบินต่างๆก็ต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด

จากผลกระทบของราคาน้ำมัน และปัจจัยด้านปริมาณผู้โดยสาร ทำให้สายการบินต่างๆ ต้องปรับลดจำนวนเที่ยวบินให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยในส่วนของการบินไทย แม้จะทำประกันน้ำมัน (เฮดจิ้ง)ไว้ก่อนหน้านี้ 50% แต่ก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง ทำให้การบินไทย ต้องปรับลดเที่ยวบินในเดือนพฤษภาคมนี้ ลงประมาณ 5% หรือ คิดเป็นจำนวน 46 เที่ยวบินต่อวัน จากเดิมที่บินเฉลี่ยวันละกว่า 200 เที่ยวบิน 

“เรายังต้องเฝ้าระวัง (Monitor) สถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปในช่วงเดือนมิถุนายน ที่จะต้องมีการปรับลดเที่ยวบินลงอีก การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนกรณีที่จะต้องปรับราคาตั๋วโดยสารให้สะท้อนต้นทุนนั้น จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ตลาดยอมรับได้”นายชายกล่าว 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปัจจุบันสถานการณ์จะยังไม่ถูกนิยามว่าเป็น “วิกฤตขั้นรุนแรง” จนถึงขั้นมีสายการบินล้มละลาย แต่หากราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูงและปริมาณผู้โดยสารไม่กระเตื้องขึ้น อุตสาหกรรมการบินอาจต้องเผชิญกับความยากลำบากที่ยาวนานไปจนถึงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ 

ยอดจองโรงแรมวูบ 30% 

นางสาวประชุม ตันติประเสริฐสุข ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ)กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 2-3 ซึ่งพบว่าโรงแรมมียอดจองล่วงหน้าชะลอตัวลงประมาณ 20-30% โดยตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปหดตัวรุนแรง

นางสาวประชุม ตันติประเสริฐสุข ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ)

โดยเฉพาะตลาดที่ใช้ภาษาเยอรมัน ในช่วงโลว์ซีซีซันนี้ มียอดจองหายไปถึง 70% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากการพึ่งพาสายการบินจากตะวันออกกลางเป็นหลัก รวมถึงค่าโดยสารเครื่องบินพุ่งสูงขึ้น 20% ยังกระทบการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยว นอกจากนี้ เที่ยวบินในประเทศ (Domestic) ยังลดจำนวนลงและมีราคาสูงขึ้นเนื่องจากต้นทุนน้ำมัน ทำให้กระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยว

 

หน้า 1  หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐฏิจ ฉบับที่ 4,196 วันที่ 30 เมษายน - 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569