
เอเซีย พลัส ชี้ตลาดชินสงคราม ลุ้นฮอร์มุซคลี่คลาย ดันหุ้นรีบาวด์ ลุ้นกนง.คงดอกเบี้ย
บล.เอเซีย พลัส มองตลาดหุ้นเริ่มรับข่าวสงครามจน “ชินชา” จับตาอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซกดน้ำมัน ขณะเศรษฐกิจไทยชะลอ กด GDP เหลือ 1.6% ลุ้น กนง.คงดอกเบี้ย หนุน SET ฟื้น แนะสะสมหุ้น Laggard
KEY
POINTS
ตลาดหุ้นโลกเคลื่อนไหวแคบ แม้ราคาน้ำมันพุ่งจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง ขณะที่มีสัญญาณบวกหากอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจกดราคาน้ำมันลงได้
ผลกระทบสงครามดันต้นทุนพลังงาน-เงินเฟ้อขึ้น ขณะที่การลงทุนรัฐชะลอ ส่งผลให้การเติบโตเศรษฐกิจอ่อนแรง แต่ตลาดคาด กนง. คงดอกเบี้ย 1.0% เพื่อพยุงเศรษฐกิจ
แนะนำถือเงินสด 30–40% ลดความเสี่ยง และทยอยสะสมหุ้นที่ปรับลงลึก เช่น BEM, BBL, GULF รวมถึงหุ้นเปิดเมือง-ท่องเที่ยว ที่มีโอกาสฟื้นตัวหากสถานการณ์คลี่คลาย
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนว่า บรรยากาศตลาดหุ้นโลกยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยตลาดสหรัฐแกว่งตัวเพียงเล็กน้อย ขณะที่ตลาดยุโรปปรับตัวลดลงเล็กน้อย สวนทางกับราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่พุ่งขึ้นเกือบ 3% หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่า ตลาดเริ่มมีภาวะ “ชินชา” ต่อข่าวสงครามมากขึ้น สะท้อนจากการที่ดัชนีหุ้นไม่ได้ปรับตัวลงแรงตามปัจจัยลบ ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยบวกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานว่าอิหร่านเสนอข้อตกลงชั่วคราวเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากสถานการณ์คลี่คลาย อาจกดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงและเป็นบวกต่อตลาดหุ้นในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน ตลาดคาดการณ์ว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ โดยสถิติในอดีตชี้ว่า ในช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำและมีการคงดอกเบี้ย ตลาดหุ้นไทยมักตอบรับเชิงบวกและมีโอกาสรีบาวด์
นอกจากนี้ ตลาดยังจับตา 2 เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ แผนการถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ออกจากกลุ่ม OPEC ซึ่งอาจเพิ่มอุปทานน้ำมันในตลาดโลกในระยะยาว และกรอบเวลาตามกฎหมาย War Powers Resolution ของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อทิศทางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สำหรับเศรษฐกิจไทย กระทรวงการคลังได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 ลงเหลือ 1.6% จากเดิม 2.0% สะท้อนผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น และการลงทุนภาครัฐชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนเงินสดในพอร์ตเป็น 30-40% เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวน และทยอยสะสมหุ้นที่ราคาปรับตัวลงลึกจากผลกระทบสงคราม (Laggard) ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่ BEM, BBL และ GULF
ขณะที่การลงทุนต่างประเทศ แนะนำให้จับตาหุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำที่ได้อานิสงส์จากความต้องการเทคโนโลยี AI ที่เพิ่มขึ้น แต่ควรระมัดระวังหุ้นกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์ชิปที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ







