
สศอ.ชี้สัญญาณเตือนภัย เม.ย.เพิ่มจากสงครามตะวันออกกลาง-ต้นทุนสูง
สศอ.ชี้สัญญาณเตือนภัย เม.ย.เพิ่มจากสงครามตะวันออกกลาง-ต้นทุนสูง พร้อมเผย MPI มี.ค. โต 0.75% ปิโตรเลียม ยานยนต์หนุนอุตสาหกรรมฟื้น
KEY
POINTS
- สศอ. รายงานระบบเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเดือนเมษายน 2569 ส่งสัญญาณให้เฝ้าระวังเพิ่มขึ้น
- ปัจจัยภายนอกที่น่ากังวลคือสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิต
- ปัจจัยภายในประเทศที่ต้องจับตาคือต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมีนาคม 2569 ว่า อยู่ที่ระดับ 108.69 ขยายตัว 0.75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 64.61% เนื่องจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและยานยนต์กลับมาขยายตัว การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัว
ส่งผลให้ภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมไตรมาสแรก ปี 2569 อยู่ที่ระดับ 102.76 ขยายตัว 0.83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 61.26% โดย สศอ. ได้เฝ้าระวังผลกระทบจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ต้นทุนโลจิสติกส์และพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการในประเทศเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม 2569 มีแรงสนับสนุนสำคัญจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและยานยนต์ที่กลับมาขยายตัว โดยอุตสาหกรรมปิโตรเลียมขยายตัว 1.48% และอุตสาหกรรมยานยนต์ขยายตัว 0.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกันการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยังขยายตัวในระดับสูง โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ ขยายตัว 21.10% ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21
นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนมีนาคม 2569 มีจำนวน 2.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น หมูแช่แข็ง มันฝรั่งทอดกรอบ เบียร์ และไส้กรอก ด้านเสถียรภาพและกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นไปอย่างราบรื่นตามกรอบระยะเวลา ได้ส่งผลดีต่อความต่อเนื่องของมาตรการและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในภาพรวม
สำหรับภาพรวมภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยในเดือนมีนาคม 2569 มีสัญญาณขยายตัวจากหลายปัจจัย โดยส่วนใหญ่เป็นแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกประเทศ ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า ดังนั้น การติดตามและบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิดควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุปสงค์ภายในประเทศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประคับประคองภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป
ทั้งนี้ ปี 2569 คาดว่าภาคอุตสาหกรรมไทยมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวได้ หากสามารถบริหารความเสี่ยงจากนโยบายการค้าโลก รวมถึงได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการของภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ในระยะถัดไป
ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนเมษายน 2569 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น” โดยปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตในหลายประเทศ ส่วนปัจจัยในประเทศยังคงต้องเฝ้าระวังต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น
“ยอดจองรถยนต์ในงาน Motor Show 2026 มียอดรวมอยู่ที่ 132,951 คัน เพิ่มขึ้น 55,572 คัน คิดเป็น 71.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของความต้องการรถยนต์สมัยใหม่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด อันเนื่องมาจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันที่ผันผวนและอยู่ในระดับสูง ประกอบกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับยานยนต์ประหยัดพลังงานและปล่อยมลพิษต่ำมากขึ้น
ขณะเดียวกัน มาตรการส่งเสริมของภาครัฐ ทั้ง EV 3.0 และ EV 3.5 รวมถึงมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ Hybrid และ Mild Hybrid ได้มีบทบาทสำคัญในการสร้างอุปสงค์และเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของตลาดอย่างเป็นรูปธรรม
โดย สศอ. คาดว่าแนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลให้การผลิตรถยนต์และการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ดัชนีอุตสาหกรรมยานยนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้น และสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ของภูมิภาคต่อไป” นายศุภกิจ กล่าว
สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนมีนาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วย
น้ำตาล ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 60.74% จากน้ำตาลทรายดิบ กากน้ำตาล และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ เป็นหลัก ตามปริมาณอ้อยเข้าหีบที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย
เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.06% จากเหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กเส้นข้ออ้อย และเหล็กลวด เป็นหลัก ตามความต้องการที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโรงงานเหล็กหลายโรงงานของไทยมีกระบวนการผลิตเหล็กที่ปล่อยก๊าซ CO2 ได้น้อยกว่าที่ EU กำหนดตามมาตรการ CBAM (มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค. 2569) จึงเป็นอานิสงส์ให้สามารถส่งออกสินค้าไปยุโรปได้เพิ่มมากขึ้น
เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16.09% จากโซดาไฟ คลอรีน และเอทานอล เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายขยายกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการใช้เอทานอลเป็นส่วนผสมในแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้นหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนมีนาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วย
เครื่องจักรอื่น ๆ ที่ใช้งานทั่วไป หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.56% จากเครื่องปรับอากาศ เป็นหลัก เนื่องจากตัวแทนจำหน่ายเครื่องปรับอากาศมีสินค้าอยู่ในสต๊อกสูง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ กำแพงภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้าระหว่างประเทศ ประกอบกับ ฐานสูงในปีก่อน เพราะผู้ผลิตบางรายได้รับคำสั่งซื้อสินค้าจากเวียดนามจำนวนมาก
พลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.60% จาก Polypropylene (PP), Polyethylene (PE) และ Ethylene เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงประจำปี และขาดแคลนวัตถุดิบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
สตาร์ช และผลิตภัณฑ์จากสตาร์ช หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 23.57% จากแป้งมันสำปะหลัง เป็นหลัก ตามปริมาณหัวมันสำปะหลังออกสู่ตลาดลดลง หลังประสบปัญหาภัยแล้งและโรคใบด่าง ประกอบกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ไม่สามารถนำเข้าหัวมันสำปะหลังจากกัมพูชาได้







