thansettakij
thansettakij
กนง.กางฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง ชี้ยืดเยื้อถึงสิ้นปี ฉุดเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 1%

กนง.กางฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง ชี้ยืดเยื้อถึงสิ้นปี ฉุดเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 1%

29 เม.ย. 69 | 10:56 น.
อัปเดตล่าสุด :29 เม.ย. 69 | 11:00 น.

กนง. กางฉากทัศน์รับมือสงครามตะวันออกกลาง หวั่นซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยชะลอตัวเหลือ 1.5% เตือนกรณีเลวร้ายที่สุดหากยืดเยื้ออาจฉุด GDP ดิ่งต่ำกว่า 1% เงินเฟ้อจ่อพุ่งทะลุ 5% ลั่นพร้อมปรับดอกเบี้ยนโยบาย

KEY

POINTS

กนง.คาด GDP ปีนี้อาจชะลอตัวเหลือ 1.5% (จากเดิมร้อยละ 2.3) และเสี่ยงโตต่ำกว่า 1% หากสงครามยืดเยื้อถึงสิ้นปีจนฉุดการท่องเที่ยวและดันต้นทุนพลังงาน

คาดเงินเฟ้อทะลุ 3% ตามราคาพลังงานโลก แต่เป็นปัจจัยด้านอุปทานซึ่งจะคลี่คลายเอง กนง. จึงยังไม่ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดแรงกดดัน

กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 1.0%  เพื่อประคองกลุ่มเปราะบางและรอดูความชัดเจนของมาตรการรัฐ 3 แสนล้านบาท โดยพร้อมปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จริง

กนง. ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 1.5% และ 2.0% ในปีหน้า ซึ่งเป็นการชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งอาจขยายตัวได้ถึง 2.3% ปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนภาคธุรกิจและกำลังซื้อของครัวเรือน ขณะที่ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักยังได้รับผลกระทบ โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จะลดลงเหลือ 33 ล้านคน จากเดิมที่เคยคาดไว้ 35 ล้านคน

ด้านสถานการณ์เงินเฟ้อ กนง. คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้จะอยู่ที่ 2.9% โดยมีโอกาสสูงที่จะเร่งตัวขึ้นเกินกรอบเป้าหมายด้านบน (เกิน 3%) ในช่วงไตรมาสที่ 2 ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบดูไบที่อาจพุ่งสูงถึง 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งxระเทศไทย(ธปท.)เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับสูงขึ้นและกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จึงเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันที่ 1% เหมาะสมต่อการประคับประคองเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอลง ท่ามกลางวามไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

 

อย่างไรก็ตาม กนง. ได้ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง โดยมีการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสำคัญ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศปรับตัวสูงขึ้นกระทบต่อกำลังซื้อของภาคครัวเรือนและเพิ่มภาระให้กับภาคธุรกิจ

นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งxระเทศไทย(ธปท.)

ทั้งนี้ กนง. ได้ประเมินฉากทัศน์ผลกระทบออกเป็นสองกรณี โดยใน "กรณีฐาน" คาดว่า สถานการณ์จะคลี่คลายภายในครึ่งแรกของปี 2569 ปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (Supply Disruption) จะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในสิ้นไตรมาสปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ที่ 1.5% และปีหน้าขยายตัวที่ 2.0% ซึ่งถือเป็นการชะลอตัวที่มีนัยสำคัญ

“หากไม่มีสงคราม กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจอาจขยายตัวได้สูงถึง 2.3% โดยมีปัจจัยบั่นทอนหลักคือ การนำเข้าพลังงานที่ไทยพึ่งพาจากตะวันออกกลางสูงและจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่า จะลดลงจากเป้าหมายเดิม 35 ล้านคน เหลือเพียง 33 ล้านคนในปีนี้ ซึ่งการบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยวซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 3 ใน 4 ของ GDP จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด”

สำหรับ "กรณีเลวร้าย" หากเกิดปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Disruption) ที่ยืดเยื้อตลอดทั้งปี 2569  การเดินเรือหยุดชะงักต่อเนื่องและราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงนานกว่าที่คาด กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่า 1% ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออาจพุ่งสูงเกินกว่า 5%

ซึ่งถือเป็นฉากทัศน์ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง แม้ปัจจุบัน กนง.จะมองว่า ความน่าจะเป็นที่จะเกิดกรณีดังกล่าวยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากราคาน้ำมันดีเซลในประเทศที่พุ่งสูงขึ้นได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ซ้ำเติมค่าครองชีพของประชาชน  

ในด้านของเงินเฟ้อ กนง. ยอมรับว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มจะเร่งตัวขึ้นสูงกว่ากรอบเป้าหมายบนที่ 3% ตั้งแต่ไตรมาสนี้เป็นต้นไป โดยเป็นผลมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก 

นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งxระเทศไทย(ธปท.)

อย่างไรก็ตาม กนง.เลือกที่จะ "มองข้าม" การเร่งตัวชั่วคราวนี้ไปก่อน เนื่องจากยังไม่พบสัญญาณการปรับขึ้นค่าจ้างตามราคาสินค้าและเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย การปรับขึ้นดอกเบี้ยในสภาวะที่เศรษฐกิจยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจึงถูกมองว่า เป็นการซ้ำเติมภาคธุรกิจและครัวเรือนที่เปราะบาง

นอกจากนั้น กนง. ยังจับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่คาดว่า จะมีเม็ดเงินประมาณ 300,000 ล้านบาท ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นอาจช่วยเพิ่ม GDP ได้ประมาณ 0.5 - 0.7% ในปี 2569 ซึ่งประสิทธิภาพของมาตรการจะขึ้นอยู่กับสัดส่วนระหว่างการบริโภคและการลงทุน หากเน้นการบริโภคจะเห็นผลได้เร็วและชัดเจนในระยะสั้น แต่หากเน้นการลงทุนจะส่งผลดีต่อศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาวแม้จะเห็นผลช้ากว่า

อย่างก็ตาม เมื่อมาตรการสิ้นสุดลงและเกิดผลของฐานที่สูง (Base Effe โดยสรุป กนง. มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ยังคงมีความเหมาะสมภายใต้บริบทที่ต้องรักษาความสมดุลระหว่างการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจกับการเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่มาจากฝั่งอุปทาน

กนง. ยืนยันว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายในระยะต่อไปจะยึดหลักการวิเคราะห์ข้อมูลตามจริง (Data Dependent) พร้อมปรับเปลี่ยนหากสถานการณ์สงครามหรือปัจจัยเสี่ยงด้านอุปทาน เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้