
สงครามเขย่าเศรษฐกิจโลก! เปิด 5 ตลาดดาวรุ่ง ตรงสเปกส่งออกไทย รับมือโลกผันผวน
สงครามการค้าและสงครามตะวันออกกลาง เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยถูกบีบให้ต้องเร่งปรับกลยุทธ์ส่งออก ชี้เป้า 5 ตลาดศักยภาพใหม่ที่มี “ดีมานด์ตรงกับซัพพลาย” เพิ่มโอกาสแข่งขัน ลดความเสี่ยงระยะยาว
KEY
POINTS
สงครามการค้าและสงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตพุ่ง ส่งผลให้บรรยากาศการค้าโลกไม่แน่นอน กดดันภาคส่งออกไทยอย่างมีนัยสำคัญ
การส่งออกไทยจำเป็นต้องหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและมีความต้องการสินค้าสอดคล้องกับไทย เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันและลดผลกระทบจากความผันผวน
ยุโรปตะวันออก สแกนดิเนเวีย เอเชียกลาง ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง เป็น “ตลาดเนื้อคู่” ของสินค้าไทย (TCI สูงแต่ส่วนแบ่งตลาดต่ำ) ชี้ถึงโอกาสขยายส่งออกระยะต่อไป
บรรยากาศการค้าโลกในปี 2569 ยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่เดินหน้าเก็บภาษีต่อเนื่อง รวมถึงสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แรงกดดันดังกล่าว ทำให้หลายประเทศรวมถึงไทย ต้องเร่งปรับตัวเชิงกลยุทธ์ โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือ “การกระจายตลาดส่งออก” เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่แห่ง พร้อมทั้งมองหาโอกาสใหม่ในตลาดที่มีศักยภาพ
นอกเหนือจากการพิจารณาปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ รายได้ต่อหัว หรือจำนวนประชากร ซึ่งสะท้อนขนาดตลาดและกำลังซื้อแล้ว อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ถูกหยิบมาใช้มากขึ้นคือ “ดัชนีความสอดคล้องทางการค้า” (Trade Complementarity Index: TCI) ซึ่งช่วยชี้วัดว่าสินค้าส่งออกของไทย “ตรงกับความต้องการนำเข้า” ของประเทศคู่ค้าเพียงใด
ทั้งนี้ การวิเคราะห์ร่วมกันระหว่างค่า TCI และส่วนแบ่งตลาด พบว่า ยังมีหลายประเทศที่สินค้าไทย “ตรงสเปก” แต่ยังมีส่วนแบ่งตลาดต่ำ ถือเป็น “ช่องว่างทางโอกาส” ที่ผู้ส่งออกไทยสามารถเข้าไปขยายตลาดได้เพิ่มเติม
โดยตลาดที่มีศักยภาพดังกล่าว กระจายอยู่ใน 5 ภูมิภาคสำคัญ ได้แก่ ยุโรปตะวันออก สแกนดิเนเวีย เอเชียกลาง ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง ซึ่งแต่ละภูมิภาคมีจุดเด่นแตกต่างกัน
ยุโรปตะวันออก…ประตูเชื่อมห่วงโซ่อุปทานแห่งยุโรป
ยุโรปตะวันออกเป็นภูมิภาคที่มีบทบาทมากขึ้นในฐานะ “Factory of Europe” ที่มีโรงงานผลิตและห่วงโซ่อุปทานสำคัญในหลายอุตสาหกรรม ด้วยจุดแข็งเรื่องต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่ายุโรปตะวันตกกว่า 50% และทำเลที่เชื่อมกับตลาดขนาดใหญ่กำลังซื้อสูงอย่างยุโรปตะวันตก ทำให้หลายปีที่ผ่านมามีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในหลายประเทศ อาทิ สาธารณรัฐเช็ก ฮังการี สโลวาเกีย โรมาเนีย บัลแกเรีย เป็นต้น
ประกอบกับ หากสังเกตโครงสร้างการส่งออกของประเทศเหล่านี้มีส่วนคล้ายกับไทย โดยพึ่งพาการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกือบ 70% ของมูลค่าส่งออกรวม และส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีค่อนข้างสูง อาทิ รถยนต์ เคมีภัณฑ์ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งไทยเองก็มีศักยภาพในการป้อนชิ้นส่วนและวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเหล่านี้อยู่ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งตลาดของไทยในภูมิภาคนี้ยังต่ำที่ 0.4% เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเกาหลีใต้ (2.6%) เวียดนาม (1.5%) ญี่ปุ่น (1.0%) อินเดีย (0.9%) และมาเลเซีย (0.5%)
โดยหนึ่งในข้อสังเกตสำคัญที่อาจทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบคู่แข่งคือ ไทยยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) แต่ทั้งเกาหลีใต้ เวียดนาม และญี่ปุ่น ล้วนมี FTA แล้วทั้งสิ้น ขณะที่อินเดียก็เพิ่งประกาศบรรลุ FTA กับ EU เมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งหากไทยสามารถเจรจา FTA กับ EU ได้สำเร็จโดยเร็ว ก็น่าจะเป็นแรงหนุนและช่วยกรุยทางให้สินค้าไทยที่ตรงสเปกอยู่แล้วเจาะตลาดดังกล่าวได้ง่ายขึ้น
สแกนดิเนเวีย…จุดหมายปลายทางของ Niche Market
สแกนดิเนเวีย ถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และภาคบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ผลักดันให้มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงถึง 67,000 ดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 14,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันก็เป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคสูงถึง 37% ของมูลค่าการนำเข้ารวม ทำให้ประเทศกลุ่มนี้มีโอกาสกลายเป็นตลาดปลายทางสินค้าสำเร็จรูปของไทยได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ความเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวของไทยกับสแกนดิเนเวียที่เติบโตต่อเนื่อง สะท้อนได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศเหล่านี้ ทั้งสวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์และเดนมาร์กที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 10% ในปี 2568 สวนทางกับนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมที่หดตัวกว่า 7% ทำให้ผู้ประกอบการไทยอาจอาศัยจุดแข็งข้างต้นมาต่อยอดในการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว
ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม สมุนไพรและสิ่งปรุงรส โดยเฉพาะอาหารสุขภาพที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ เนื่องจากประเทศเหล่านี้ใกล้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Super-aged Society) หรือมีประชากรอายุ 65 ปีมากกว่า 21% เป็นกลุ่มแรก ๆ ของโลก ตลอดจนเป็นกลุ่มประเทศที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
สังเกตได้จาก Environmental Performance Index ที่ทั้ง 4 ประเทศข้างต้นติด Top 10 ของโลกทั้งหมด จึงเป็นโอกาสของสินค้ารักษ์โลก อาทิ บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ ของตกแต่งบ้านและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ทำจากธรรมชาติ เป็นต้น โดยผู้บริโภคเหล่านี้มักเลือกสินค้าจากคุณภาพและความพอใจมากกว่าราคา ทำให้ผู้ส่งออกมีโอกาสเพิ่ม Margin ได้สูงกว่าหลายตลาดอีกด้วย
เอเชียกลาง…จาก Landlocked สู่ Landlinked
ในอดีตเอเชียกลางเผชิญความท้าทายด้านการขนส่งและการเข้าถึงตลาดโลกจากข้อจำกัดด้านภูมิประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล (Landlocked) อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญอย่างโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีน ตลอดจนการเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงดำเนินนโยบายต่างประเทศที่รักษาสมดุลกับชาติมหาอำนาจ
ขณะที่เศรษฐกิจของแต่ละประเทศก็มีจุดเด่นหลายด้านโดยเฉพาะการเป็น Energy Supplier เบอร์ต้น ๆ ของโลก ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและแร่สำคัญอื่น ๆ โดยเฉพาะยูเรเนียมที่ใช้ในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ทำให้ที่ผ่านมามูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ภูมิภาคดังกล่าวยังได้อานิสงส์บางส่วนจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับเส้นทางการขนส่งสินค้าระหว่างจีนและยุโรปผ่านเอเชียกลางมากขึ้น โดยปริมาณการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทาง Trans-Caspian Transport Corridor (TCTC) เพิ่มขึ้นกว่า 70% นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา
เอเชียกลางจึงมีภาพจำที่เปลี่ยนไป จากเดิม Landlocked สู่ Landlinked และกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ข้ามทวีปที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก หนุนให้เศรษฐกิจของภูมิภาคในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาขยายตัวเฉลี่ยกว่า 6% สูงกว่าเศรษฐกิจโลกเกือบ 2 เท่า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้สินค้าส่งออกไทยหลายรายการสามารถเข้าไปเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น อาทิ เครื่องจักรกล ชิ้นส่วนยานยนต์ และคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหาร เป็นต้น
ลาตินอเมริกา…ศูนย์กลางทรัพยากรโลกและประตูการค้าสู่ตลาดสหรัฐฯ
นับตั้งแต่เกิดวิกฤต COVID-19 เศรษฐกิจลาตินอเมริกาต้องเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งภูมิภาคพุ่งแตะเกือบ 20% สูงสุดในรอบหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันเริ่มค่อย ๆ มีสัญญาณดีขึ้น
โดยเฉพาะเศรษฐกิจ Top 5 ทั้งบราซิล อาร์เจนตินา โคลอมเบีย ชิลีและเปรู ที่มีจุดแข็งสำคัญคือ การเป็น Critical Mineral Hub ของโลก ที่ใช้ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะลิเทียมและทองแดงที่มีปริมาณสำรองมากที่สุดในโลกคิดเป็นสัดส่วนราว 60% และ 40% ตามลำดับ ตลอดจนหลายประเทศมีการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่น ๆ มากขึ้น อย่างบราซิลที่มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรม Data Center ติด Top 5 ของโลก
นอกจากนี้ ภูมิภาคนี้ยังมีนโยบายการค้าที่ค่อนข้างเปิดกว้าง สะท้อนได้จากการมีมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTMs) เฉลี่ยเพียง 2.4 มาตรการต่อสินค้า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ที่ 4.2 มาตรการต่อสินค้า นับเป็นโอกาสของผู้ส่งออกไทยในหลายสินค้า โดยปัจจุบันไทยกำลังศึกษาการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (MERCOSUR) ประกอบด้วย อาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย และอุรุกวัย ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมจาก FTA ที่มีอยู่เดิมกับเปรูและชิลีที่บังคับใช้เมื่อปี 2554 และปี 2558 ตามลำดับ ซึ่งหากสำเร็จก็จะยิ่งสร้างแต้มต่อให้แก่สินค้าไทยมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ความท้าทายในภูมิภาคนี้ คือการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะจีนที่ครองส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาคนี้เฉลี่ยมากกว่า 20% ขณะเดียวกันหลายประเทศก็ยังตกเป็นเป้าของสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องการเป็นทางผ่านของสินค้าจีนที่เข้าไปในสหรัฐฯ (Transshipment) อีกด้วย
ตะวันกลาง…โอกาสที่ยังเปิดกว้างเมื่อคลื่นลมสงบ
แม้ในระยะสั้นภูมิภาคตะวันออกกลางจะเผชิญกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ แต่หากมองศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาวแล้วยังมีโอกาสอยู่ไม่น้อย ทั้งเศรษฐกิจใน 5 ปีข้างหน้า (ปี 2570-2574) ที่ขยายตัวเฉลี่ย 3.7% สูงกว่าเศรษฐกิจโลก ประชากรส่วนใหญ่ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว (อายุเฉลี่ยต่ำกว่า 30 ปี)
ตลอดจนหลายประเทศมีแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดการพึ่งพารายได้จากพลังงานเป็นหลัก โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่มีการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมและบริการใหม่ ๆ มากขึ้น อาทิ ดิจิทัล พลังงานสะอาด EV Fintech เป็นต้น
นอกจากนี้ ภูมิภาคดังกล่าวยังมีอัตราขยายตัวของการนำเข้าเฉลี่ยสูงถึง 13% ต่อปี สูงกว่าโลกที่ 10% ต่อปี สะท้อนถึงกำลังซื้อและความต้องการสินค้าจำนวนมาก ทั้งสินค้าขั้นกลางเพื่อตอบสนองการพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ เครื่องจักรกล ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มฮาลาล ที่ไทยมีศักยภาพและมีระบบรับรองฮาลาลที่เป็นที่ยอมรับของตลาดตะวันออกกลางอยู่แล้ว
แม้เศรษฐกิจและการค้าโลกจะยังเผชิญกับความไม่แน่นอนต่อเนื่อง แต่หากผู้ส่งออกไทยสามารถกระจายตลาดไปยังตลาดส่งออกใหม่ ๆ ได้มากขึ้น โดยเฉพาะ 5 ตลาดข้างต้นที่สินค้าไทยตรงสเปกกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาดเหล่านี้เป็นทุนเดิม
จึงเป็นโอกาสในการขยายส่วนแบ่งในภูมิภาคต่างๆ จากปัจจุบันที่สัดส่วนการส่งออกไทยไปตลาดเหล่านี้รวมกันไม่ถึง 10% ของมูลค่าส่งออกรวม ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็จะช่วยให้การส่งออกไทยในภาพรวมมีความยืดหยุ่นและรองรับแรงเสียดทานจากความผันผวนในระยะถัดไปได้ดีขึ้น
บทความโดย ฝ่ายส่งเสริมภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)







