thansettakij
thansettakij
ราคานํ้ามันพุ่ง ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น 20% ฉุดธุรกิจ ‘ไมซ์’ หด บุ๊กกิ้งใหม่หายฮวบ

ราคานํ้ามันพุ่ง ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น 20% ฉุดธุรกิจ ‘ไมซ์’ หด บุ๊กกิ้งใหม่หายฮวบ

30 เม.ย. 69 | 05:56 น.
อัปเดตล่าสุด :30 เม.ย. 69 | 06:56 น.

ธุรกิจไมซ์อ่วม สงครามตะวันออกกลาง ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่ง ทำยอดจองใหม่ สำหรับการจัดงานในไทย ในช่วงไตรมาส 2-3 ปีนี้ ชะลอตัว หลังองค์กรต่างๆลดขนาดกรุ๊ปประชุม หั่นงบการจัดงาน จี้ผู้ประกอบการเร่งปรับตัว วอนรัฐยื่นมือช่วยเหลือ

KEY

POINTS

  • ธุรกิจไมซ์อ่วม สงครามตะวันออกกลาง ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่ง 20% ทำยอดจองใหม่หายฮวบ
  • องค์กรต่างๆ ลดขนาดกรุ๊ปประชุม หั่นงบการจัดงาน ผู้เข้าร่วมงานหด
  • จี้ผู้ประกอบการเร่งปรับตัว วอนรัฐบาล ยื่นมือช่วยเหลือ

อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ของไทย กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อปัจจัยลบด้านราคาตั๋วเครื่องบินพุ่งสูงขึ้นกว่า 20% จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง เริ่มส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อการตัดสินใจของกลุ่มลูกค้าองค์กร และการจัดงานประชุมสัมมนาขนาดใหญ่ โดยพบว่าแม้การจัดงานที่ยืนยันไปแล้ว จะยังไม่มีการยกเลิก แต่กลับพบว่า “ยอดจอง ”จัดงาน ที่เป็นบุ๊กกิ้งการจองใหม่ ไม่มีการเซ็นสัญญาใหม่แต่อย่างใด ขณะที่จำนวนผู้เข้าร่วมงานก็ส่งสัญญาณหดตัว

นางสาวประชุม ตันติประเสริฐสุข นายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) หรือ TICA กล่าวว่า จากสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ได้ส่งผลกระทบต่อ ธุรกิจไมซ์ ในช่วงไตรมาส 2-3 ปีนี้แล้ว เนื่องจากราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีการปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 20% ส่งผลให้เกิดความชะงักงันในกลุ่มอุตสาหกรรมไมซ์ โดยจากการสอบถามผู้ประกอบการ พบว่ายอดจองใหม่ ในการเดินทางเข้ามาจัดงานในไทย มีการเซ็นสัญญาคอนเฟิร์มการจัดงานเลย

“ปัจจุบันยอดจองล่วงหน้า (Advanced Booking) ในภาพรวมชะลอตัวลงประมาณ 20-30% แม้การจัดงานที่ยืนยันว่าจะเข้ามาจัดงานในไทยไปแล้ว จะยังไม่มีการยกเลิกอย่างรุนแรง แต่การที่ไม่มีการจองใหม่เข้ามา (New Booking) เข้ามา ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก”

สาเหตุเกิดจากคนยังกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงผลกระทบจากราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น ในปัจจุบันมีการปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 20% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่ม Incentive (การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล) และ Meeting (การประชุมองค์กร) โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ เช่น จีน และอินเดีย

ปัญหาหลักที่พบคือ “งบประมาณคงที่แต่ค่าใช้จ่ายพุ่ง” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กลุ่มลูกค้าจากอินเดียที่เคยจัดกรุ๊ปขนาด 200-300 คน เมื่อเผชิญกับราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น องค์กรเหล่านี้จำเป็นต้องลดจำนวนผู้เข้าร่วมลงเหลือเพียง 150 คน เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณเดิมที่มีอยู่

ธุรกิจไมซ์อ่วม สงครามตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ลูกค้าบางส่วนยังเลือกที่จะลดจำนวนวันจัดกิจกรรม หรือเปลี่ยนระดับที่พักจากโรงแรม 5 ดาว ลงมาเหลือ 3 ดาว เพื่อคุมงบประมาณไม่ให้เกินเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด

ในส่วนของตลาด Exhibitions (การจัดแสดงสินค้า) แม้ผู้จัดงาน (Organizer) จะยังคงเดินหน้าจัดงานตามแผน แต่เริ่มมีความกังวลอย่างหนักว่าจำนวนผู้เข้าชมงาน (Visitor) จะลดน้อยลง

 

เนื่องจากค่าเดินทางที่สูงขึ้นอาจทำให้คนตัดสินใจไม่มาร่วมงาน ขณะที่กลุ่ม Conventions (การประชุมนานาชาติ) ซึ่งมักมีการเซ็นสัญญาล่วงหน้าข้ามปี ก็ยังไม่มีความมั่นใจในการเดินทางมา

ขณะเดียวกันการเดินทางก็ไม่สะดวกเหมือนก่อนหน้านี้ เพราะนักเดินทางกลุ่มไมซ์ โดยเฉพาะตลาดระยะไกล อย่าง ยุโรป การเดินทางมาไทย ส่วนใหญ่จะเชื่อมต่อฮับบินตะวันออกกลาง ซึ่งขณะนี้แม้จะมีการกลับมาเปิดบินแล้ว จากก่อนหน้านี้ที่ปิดน่านฟ้าไปในหลายประเทศในอ่าวอาหรับ

แต่ก็ยังพบว่าจำนวนเที่ยวบินก็ยังคงปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น จากเดิม 8-10 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เหลือเพียงครึ่งเดียว หรือบางสายการบินลดจาก 5 เที่ยวบินเหลือเพียง 3 เที่ยวบิน หรือ หากจะบินตรง โดยไม่ผ่านตะวันออกกลาง ก็จะมีราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงกว่ามาก

อย่างไรก็ตามแม้สถานการณ์ตลาดไมซ์จะดูซบเซา แต่เชื่อว่าหากสงครามหรือความขัดแย้งยุติลง ธุรกิจไมซ์และท่องเที่ยวของไทย ก็จะกลับมา “แรงและเร็วกว่าเดิม”เนื่องจากสายการบินต่างๆ จะเร่งลดราคาตั๋วเครื่องบินเพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดคืนมา ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ คือการ Re-skill/Up-skill พนักงาน เตรียมความพร้อม ด้านการบริการ ปรับปรุงนโยบายการจอง

โดยเตรียมตัวเรื่องข้อกำหนดการยกเลิก และการคืนเงิน ให้มีความรัดกุมและเป็นธรรม รวมถึงมาตรการความปลอดภัย ด้วยการยกระดับมาตรฐาน Safety & Security เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้เดินทาง

นอกจากนี้เพื่อประคองธุรกิจให้รอดพ้นในช่วงที่สงครามยังไม่ยุติ ทางโรงแรมและผู้ประกอบการไมซ์เริ่มใช้มาตรการประหยัดต้นทุน (Cost Saving) อย่างเข้มงวด อาทิ การบริหารจัดการบุคลากร ไม่จ้างคนเพิ่มทดแทน คนที่ลาออก การดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง การเจรจากับซัพพลายเออร์เพื่อขอความยืดหยุ่นในการชำระเงิน

ทั้งยังอยากเสนอให้รัฐบาล เข้ามาสนับสนุนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย เช่น การลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การผ่อนปรนเรื่องภาษีนำเข้าสำหรับการจัดงานแสดงสินค้า และการสนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

ส่วนในระยะสั้น ผู้ประกอบการมองหาโอกาสจากตลาดในประเทศ เพื่อมาทดแทน แต่ก็ยังประสบปัญหาเที่ยวบินในประเทศลดลง และมีราคาแพงจากค่าภาษีน้ำมัน จึงเกิดแนวคิดการทำตลาดแบบ “วงกลมใกล้บ้าน” ส่งเสริมให้คนกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใกล้เคียง เดินทางท่องเที่ยวในระยะที่ขับรถไหว เพื่อช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจ นางประชุม กล่าวทิ้งท้าย

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า แนวโน้มและทิศทางของอุตสาหกรรม MICE ไม่ใช่เพียงแค่ส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโครงสร้างทางเศรษฐกิจระยะยาวให้กับประเทศไทย ไทยกำลังผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคตผ่านงาน MICE เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ หุ่นยนต์อัตโนมัติ, เทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology) และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน,เศรษฐกิจสร้างสรรค์

จากเดิมเน้นศิลปะและการออกแบบ สู่ “Creative Economy” ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล ,สุขภาพเชิงรุก ปรับโหมดจาก Medical Wellness สู่เรื่องของ Longevity (การมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ)ทีเส็บวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็น “Global Asia Trusted Gateway” หรือประตูสู่เอเชีย ที่ทั่วโลกไว้วางใจ โดยมุ่งเน้นการให้บริการที่มีมูลค่าสูง (High Value Services) และสร้างประสบการณ์ที่ยั่งยืน

สำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ ในปีนี้ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ทีเส็บตั้งเป้าให้อุตสาหกรรมไมซ์เติบโต 10% มีนักเดินทางไมซ์รวม 29.4 ล้านคน เป็นนักเดินทางกลุ่มไมซ์ในประเทศ 28.2 ล้านคน และเป็นนักเดินทางกลุ่มไมซ์จากต่างประเทศ 1.2 ล้านคน สร้างรายได้รวม 163,000 ล้านบาท จากนักเดินทางในประเทศ 92,000 ล้านบาท และจากต่างประเทศ 71,000 ล้านบาท

โดยมุ่งผลักดันสัดส่วนไมซ์ต่อ GDP เพิ่มเป็น 1.77% จากเดิม 1.65% ทีเส็บวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็น “Global Asia Trusted Gateway” หรือประตูสู่เอเชียที่ทั่วโลกไว้วางใจ โดยมุ่งเน้นการให้บริการที่มีมูลค่าสูง (High Value Services) และสร้างประสบการณ์ที่ยั่งยืน สำหรับในปี 2569

ในปี 2569 มีการจัดงานด้านไมซ์ระดับนานาชาติรวมกว่า 12 งาน รวมผู้เข้าร่วมงานกว่า 5,067,050 คน อาทิ งาน Amway China Leadership Semina ผู้เข้าร่วมประมาณ 12,000 คน งาน Gastech 2026 ผู้เข้าร่วมประมาณ 50,000 คน งาน Spartan SUPER World Championship ผู้เข้าร่วมประมาณ 60,000 คน งานพืชสวนโลกอุดรธานี ผู้เข้าร่วมประมาณ 4.9 ล้านคน งานประชุมประจำปี World Bank ผู้เข้าร่วมประมาณ 12,000 คน