

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือ สภาพัฒน์กำหนดจะแถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2568 และคาดการณ์ปี 2569 ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ซึ่งล่าสุดได้ปรับลดคาดการณ์ปี 2569 ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.2 - 2.2% (ค่ากลาง 1.7%) ชะลอตัวลงจากปี 2568 ที่คาดว่า จะขยายตัวได้ 2.0%
สาเหตุหลักจากปัจจัยภายนอกที่รุนแรงกว่าคาด โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและการส่งออกไทย
ขณะที่สำนักวิจัยหลายแห่งต่างพร้อมใจกันปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 ลงมาอยู่ในระดับเพียง 1.6-1.8% เท่านั้น ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตไม่ได้มาจากเพียงมิติใดมิติหนึ่ง แต่เป็นผลรวมของความเปราะบางทางการเมือง ข้อจำกัดทางการคลัง และพายุจากเศรษฐกิจโลกที่พัดเข้ามากระทบพร้อมกัน
นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย(KResearch)เปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ภาพรวมปี 2568 คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.0% เนื่องจากไตรมาส4 คาดว่า จะโตไม่ถึง 1.0% ชะลอลงจาก 3ไตรมาสที่ขยายตัว 2.4%
ปัจจัยสำคัญที่ฉุดเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายปี 2568 มาจากฐานที่สูงในปีก่อน ที่มีโครงการ Digital Wallet รวมถึงผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่จ.สงขลา ภาคการส่งออกเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ขณะที่การนำเข้าเร่งตัวขึ้น ทำให้ดุลการค้า ดุลการชำระเงินไม่ได้หนุน GDP ในไตรมาส 4 ปี 2568 มาก
อย่างไรก็ตาม มาตรการ “คนละครึ่งพลัส”เข้ามาช่วยพยุงกำลังซื้อในช่วงท้ายปี ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่เผชิญกับภาวะถดถอยทางเทคนิค แม้ตัวเลข QoQ ในไตรมาส 3 จะติดลบไปก่อนหน้าแล้วก็ตาม
สำหรับแนวโน้มปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า GDP จะชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากภาวะสุญญากาศทางการเมืองในช่วงไตรมาส 1/2569 ที่รัฐบาลรักษาการไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายใหม่ได้ ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ต้องล่าช้าออกไป
ขณะที่เปรียบเทียบกับไตรมาส 1/2568 ที่มีมาตรการ Easy Receipt และการแจกเงินผู้สูงอายุต่อเนื่อง เมื่อปีนี้ไม่มีมาตรการรองรับทำให้แรงส่งทางการคลังหายไป และคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2569 ที่ 34.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 68 ที่ปิดที่ 32.9 ล้านคน แต่การฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างล่าช้า
ต่อข้อซักถามถึงรูปแบบการดำเนินนโยบาย “คนละครึ่ง” ว่า ควรทำครั้งเดียวเพื่อสร้างแรงส่ง (Multiplier Effect) หรือแบ่งเป็นเฟส นางสาวณัฐพรกล่าวว่า “งบประมาณ” คือตัวแปรหลัก เนื่องจากงบกลางปี 2569 เหลือเพียง 30,000 ล้านบาท ขณะที่นโยบายหาเสียงต้องใช้เงินสูงถึง 4.4 แสนล้านบาท
“มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะต้องแบ่งทำเป็นล็อต โดยใช้เงินงบประมาณปี 2569 ส่วนหนึ่งและข้ามไปใช้เงินงบประมาณปี 2570 อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว มาตรการกระตุ้นระยะสั้นที่ทำต่อเนื่องนานๆ ประสิทธิผลจะค่อยๆ ลดลงอยู่แล้ว”
ส่วนประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ “พื้นที่ทางการคลัง” (Fiscal Space) ที่เหลืออยู่อย่างจำกัด ท่ามกลางการจับตามองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) อย่าง “ฟิทช์ เรทติ้งส์” ที่ส่งสัญญาณเตือนให้รัฐบาลใหม่ต้องดูแลเสถียรภาพการคลัง นางสาวณัฐพรกล่าวว่า ฟิทช์ส่งสัญญาณเรื่องวินัยการคลังอยู่แล้ว เพราะแผนการคลังระยะปานกลางช่วยให้เขาเบาใจได้ระดับหนึ่ง
แต่บทพิสูจน์ที่แท้จริงคือตอนแถลงนโยบาย 4 ปี ว่า รัฐบาลจะทำได้จริงตามแผนหรือไม่ ระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการรักษาพื้นที่การคลัง
ด้าน Krungthai COMPASS ประเมินว่า จีดีพีในปี 2569 จะขยายตัวได้เพียง 1.8% ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโตได้ที่ 2.0% โดยปัจจัยลบที่เป็นแรงกดดันสำคัญในปี 2569 คือ ภาคการส่งออกที่คาดว่าจะหดตัว 1.0% จากเศรษฐกิจโลกที่เติบโดช้า จีนขยายตัวต่ำ ท่ามกลาง ปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยต้องเผชิญกับกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ที่มีความเสี่ยงสูงถึง 40% ในกลุ่มสินค้าที่ถูกมองว่ามีการสวมสิทธิ์
รวมถึงการทะลักเข้าของสินค้าจีนจากปัญหาอุปทานส่วนเกินของสินค้าจีนที่รุนแรงขึ้น ซึ่งเข้ามากดดันทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออกของไทย ผู้ประกอบการที่พึ่งรายรับจากต่างประเทศเผชิญปัญหา เงินบาทแข็งค่า ขณะที่ปัจจัยในประเทศ ความเปราะบางของภาคครัวเรือนและ SME ที่เผชิญภาระหนี้สูง ยังคงเป็นตัวฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชนให้เติบโตลดลงเหลือเพียง 2.0%
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกจากกระแสการย้ายฐานการผลิต ที่หนุนให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง โดยมีมาตรการอย่าง Thailand FastPass เป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวก นอกจากนี้ แนวคิด Reinvent Thailand จะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ผ่านมาตรการสนับสนุนทางเงินทุน เช่น Soft Loan และการค้ำประกันสินเชื่อให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่สอดรับกับเทรนด์โลกอย่าง AI, ดิจิทัล และ ESG ยังคงเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตและเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ขณะที่ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะชะลอตัวลงเหลือ 1.6% จากภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัว, หนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้า ซึ่งผลจากปัจจัยเหล่านี้ทำให้การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนได้รับผลกระทบโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในปี 2570 โดยเติบโต 2.2% จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น การลงทุนจากภาคเอกชนที่แข็งแกร่งขึ้น และการเริ่มต้นของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเงินลงทุนจริง
ภาคการผลิตยังคงเป็นภาคที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย คิดเป็น 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และคิดเป็น 16% ของการจ้างงานในประเทศ หรือประมาณ 6.2 ล้านตำแหน่ง ในขณะที่สินค้าส่งออกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทยมีสัดส่วนถึงเกือบ 10% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และมีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีสูงกว่าสินค้าที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เวิลด์แบงก์มองว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายในการยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะในภาวะการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นในเวทีโลก การขยายไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและปล่อยคาร์บอนต่ำ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน จะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจและช่วยเพิ่มผลิตภาพในระยะยาว
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 69 จะเติบโต 1.6% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% เนื่องจากปัจจัยด้านโครงสร้างที่ฉุดรั้งการเติบโต โดยเฉพาะจากหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นและการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ช้ากว่าคาด ในขณะที่เศรษฐกิจไทยในปี 70 คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นมาที่ 2.2% จากการกระตุ้นจากนโยบายการคลังที่ส่งผลดีต่อการบริโภคและการลงทุน
หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,175 วันที่ 15 - 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569