

KEY
POINTS
นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU เปิดมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้งกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ต่ำได้เพียง 1.6%
นับว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษของเศรษฐกิจไทย หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น สะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
ปัจจัยกดดันหลักมาจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงจากระดับ 7.3% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เหลือเพียง 2.3% ในปัจจุบัน
ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่ยังไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาข้อพิพาทชายแดน
ประชากรวัยแรงงานไทยลดลง ความสามารถในการผลิตก็ลดลง ตามอัตราการเกิดที่ลดลงเป็นอีกโจทย์ที่รัฐบาลใหม่ต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นปัญหาเรื้อรัง การจะเร่งให้คนเกิดใหม่มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในระยะสั้นๆ มองว่ามีหลายวิธีที่จะหาแรงงานเติมเข้ามาในระบบ ซึ่งมันจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
ด้วยชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งรอบล่าสุด เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา นำมาซึ่งความคาดหวังของนักลงทุนว่า อาจเห็นประเทศยกระดับศักยภาพการเติบโตกลับสู่ระดับ 3% ได้ ผ่านการผลักดันนโยบาย '10+'
ที่ครอบคลุมทั้งการปฏิรูประบบราชการ แก้ไขปัญหาหนี้เรื้อรัง ฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ปราบทุนเทา แก้ปัญหาทุจริต เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ลดภาระค่าครองชีพ ตลอดจนพัฒนาด้านการศึกษา และดูแลปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส
ผลการเลือกตั้ง มองย้อนกลับไปในปี 2475 ที่มีรัฐธรรมนูญมา ไม่มีรัฐบาลไหนที่อยู่ครบ 4 ปีเลย อายุเฉลี่ยรัฐบาลอยู่แค่ 9 เดือน เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ แต่ด้วยผลการเลือกตั้งที่พลิกโผ ภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ ทำให้มองว่าน่าจะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพที่สุด น่าจะได้ สส. เกินครึ่งสภา
ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายยังต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลัง โดยปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66% ต่อจีดีพี ซึ่งใกล้เคียงกรอบเพดานที่ 70% มากขึ้น ดังนั้น การยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่นี้ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลังครั้งใหญ่เช่นกัน
ไม่ว่าจะด้วยเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การลดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการขยายฐานผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้รัฐมีกระสุนด้านการคลังนำมาพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะต่อไป
ในขณะเดียวกันนั้น มองว่าอาจยังต้องคำนึงถึงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ที่บริษัทจัดอันดับชั้นนำของโลกได้แสดงท่าทีกังวลผ่านการปรับลดมุมมองต่ออันดับเครดิตของประเทศไทยเป็นเชิงลบในปีที่ผ่านมา
แม้ในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน และอาจขยายตัวได้เพียงแค่ใกล้เคียง 1% เท่านั้น ในช่วงครึ่งแรกของปี แต่ผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยชนะอย่างท่วมท้น ทำให้เชื่อว่ากระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาลจะแล้วเสร็จได้เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้
และความต่อเนื่องของนโยบาย รวมไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลน่าจะช่วยให้การจัดทำร่างฯ งบประมาณปี 2570 ไม่เกิดความล่าช้ามากอย่างที่กังวล ซึ่งหากรัฐบาลสามารถเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบฯ ได้จะถือเป็นหนึ่งในปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี
นอกจากนี้ การดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแอถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยคาดว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณในงบกลางเหลืออยู่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท แม้จะไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่ยังเพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการคนละครึ่งเฟสสองตามที่เคยประกาศไว้
โดยหากว่าสามารถเดินหน้าได้ทันท่วงที ก็คาดว่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าคาด จาก 1.6% เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8% ในปี 2569
ในเรื่องนโยบาย ค่อนข้างชัดเจน ส่วนใหญ่มีเรื่องประชานิยมเป็นจุดขาย การแจกเงินมองว่าค่อนข้างจำเป็น เพราะเศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ไม่ควรปล่อยให้เครื่องยนต์ดับ ต้องหาแรงขับเคลื่อนสั้นๆ ให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ ซึ่งคนละครึ่งพลัส เข้ามาหนุนระยะสั้นได้ ดัน GDP จากโต 1.6% แต่เราคาดว่าจะขยับขึ้นมาเป็น 1.8% ได้
สำหรับภาพระยะยาวนั้น มองว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังต้องใช้เวลา รวมถึงต้องอาศัยนโยบายที่ตอบโจทย์ต่อเศรษฐกิจประเทศ แผนปฏิบัติการที่มีความชัดเจน ตัวชี้วัดที่จับต้องได้ และคนทำงานที่จริงจังและทุ่มเท
ซึ่งหากองค์ประกอบที่กล่าวไปข้างต้นเหล่านี้ครบถ้วน จะช่วยดึงความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และนักลงทุนต่างชาติ ให้กลับมามองประเทศ และตลาดทุนไทยอย่างมีความหวังได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยความเสี่ยงจับตาเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล มีข่าวเรื่องการประท้วงนับคะแนนใหม่ ไม่รู้ว่าจะนำไปสู่การเป็นโฆคะหรือไม่ หากจัดตั้งรัฐล่าช้าไปเดือนกันยา การเบิกจ่ายงานจะถูกเลื่อนไปอยู่ในเดือนธันวา การใช้จ่ายก็ทำไม่ได้เยอะ