

KEY
POINTS
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังคงมาจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ตลาดการเงินโลกผันผวน โดยเฉพาะค่าเงินและราคาทองคำ
ทั้งนี้ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในปีนี้ ยังมีสินค้าอย่างน้อย 9 รายการที่อยู่ในข่ายถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม คิดเป็นมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 63% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2568 โดยเฉพาะสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ที่มีการขยายตัวสูงถึง 53% ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทยในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน กกร. มีความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่อาจขยายตัวต่ำกว่า 2% โดยยังคงประมาณการ GDP ไทยจะเติบโตในกรอบ 1.6-2.0%
ขณะที่การส่งออก แม้ในปี 2568 จะขยายตัวได้ถึง 12.9% แต่ในปี 2569 มีแนวโน้มกลับมาติดลบในช่วง -1.5 ถึง -0.5% ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำที่ 0.2-0.7% รวมถึงยังมีความกังวลความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า
โดยล่าสุด สศค. คาดการณ์การใช้จ่ายภาครัฐจะลดลงจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านการลงทุน ขณะที่ ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ณวันที่ 31 มกราคม 2569 ระบุว่ามีการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว จำนวน 176,655 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 21.57 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 ที่กำหนดไว้ร้อยละ 26 สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ
“หากการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ไม่เป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ ก็มีความกังวลว่า จะทำให้มีงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ หยุดชะงัก”
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนมุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง โดยแสดงความกังวลต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ ที่มักเน้นนโยบายประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมาก มากกว่าการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงยังขาดนโยบายในการสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
นอกจากนี้ พรรคการเมืองควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะที่ปรับตัวสูงขึ้น โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 66.09 ต่อ GDP ซึ่งเข้าใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 ต่อ GDP ส่งผลให้การกำหนดนโยบายด้านการใช้จ่ายมีข้อจำกัดมากขึ้น
ดังนั้น กกร.จึงเห็นว่า การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปควรให้ความสำคัญกับการวางยุทธศาสตร์การเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเสริมสร้างฐานรายได้ใหม่ให้ประเทศ ผ่านการเพิ่มผลิตภาพของภาคการผลิต การยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ