

KEY
POINTS
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงรอยต่อของการจัดตั้งรัฐบาลนั้น ยังมีหลายโครงการที่สามารถผลักดันได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพยุงจีดีพีและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ขณะเดียวกัน หากมีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว เรื่องที่ต้องผลักดันเร่งด่วน ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง, TISA เป็นต้น
มาตรการแก้หนี้รายย่อย ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’
สำหรับมาตรการที่ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ คือ โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนกับการช่วยเหลือประชาชนที่เป็นหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท กับธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูก ปัจจุบันมีผู้เข้าโครงการผ่านบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) แล้วแสนกว่าราย จากเป้าหมายทั้งหมด 1 ล้านราย ส่วนของหนี้ Non-bank นั้น ยังต้องรอรัฐบาลใหม่เนื่องจากต้องใช้เม็ดเงินงบประมาณรองรับ
เร่งสปีดการลงทุนผ่าน ‘BOI Fast Pass’
เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นแต่ให้ผลยั่งยืน กระทรวงการคลังได้ประสานกับ BOI เพื่อปลดล็อกโครงการที่ยังติดขัดประมาณ 80 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 480,000 ล้านบาท ผ่านโครงการ "BOI Fast Pass” โดยตั้งเป้าหมายให้การลงทุนจาก BOI ในปีนี้สูงกว่าปีที่แล้วประมาณ 9% เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน
สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ได้มีการขับเคลื่อนโครงการ SME Clinic Boost โดยความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งใช้เงินจากกองทุน FIDF มาช่วยเหลือโดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อให้ SME มีสภาพคล่องและสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
การอัดฉีดเม็ดเงินผ่านงบลงทุนและโครงการกระตุ้นการบริโภค
ทั้งนี้ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัว ซึ่งต้องรอติดตามตัวเลขทางการจากสภาพัฒน์ ที่จะแถลงข่าว 16 ก.พ.69 นี้ อย่างไรก็ตาม จากมาตรการ Quick Big Win กระทรวงการคลังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 จะฟื้นได้ดีกว่า 1.8% ที่หน่วยงานรัฐเคยคาดไว้ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง Plus โครงการเที่ยวดีมีคืน โครงการเที่ยวดีมีคืน และการย้ายการสัมมนาภาครัฐ ให้หน่วยงานราชการไปจัดสัมมนาในเมืองรองเพื่อกระจายรายได้ เป็นต้น
“แม้จะมีข้อจำกัดในการออกนโยบายใหม่ในช่วงนี้ แต่การขับเคลื่อนโครงการที่อนุมัติไปแล้วยังคงเดินหน้าต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก และช่วงไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกโครงการต่างๆ เชื่อว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 ขยายตัวกว่า 1.8% และทั้งปีอาจสูงกว่า 2.2% จากนโยบายที่ดำเนินการ ซึ่งจะเป็นส่งต่อเนื่องมายังปี 2569”