thansettakij
เอกชนชี้เลือกตั้ง2569ฉุดเบิกจ่ายงบ 70 ล่าช้า-คอร์รัปชันซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

เอกชนชี้เลือกตั้ง2569ฉุดเบิกจ่ายงบ 70 ล่าช้า-คอร์รัปชันซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

13 ก.พ. 2569 | 00:11 น.

เอกชนชี้การเลือกตั้ง2569ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 70 ล่าช้า คะแนนคอร์รัปชันไทยดิ่งยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนชี้ว่าการเลือกตั้งส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ล่าช้า ทำให้เม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่และกระทบการจ้างงาน
  • ปัญหาคอร์รัปชันซ้ำเติมเศรษฐกิจ โดยดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ของไทยตกต่ำสุดในรอบ 14 ปี อยู่ที่อันดับ 116 ของโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง
  • การเบิกจ่ายงบที่ล่าช้าประกอบกับปัญหาคอร์รัปชันที่ทำให้เกิดต้นทุนแฝงและงบประมาณรั่วไหล เป็นการบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันและฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงประเด็นเรื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ว่า การเลือกตั้งล่าสุดมีผลทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ล่าช้าออกไป 

ทั้งนี้ ในปี 68 จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ออกมาท้วงติงว่างบการลงทุนภาครัฐ 11 เดือนแรกเบิกจ่ายงบลงทุนได้แค่ 50.9% แม้เดือนสุดท้ายของปี 68 จะเร่งจนขึ้นมาเป็น 65% แต่ก็ยังถือว่าน้อยกว่าปกติที่ควรจะได้ประมาณ 80% 

โดยในภาวะที่ต้องการเม็ดเงินลงทุน หรือเงินเข้าสู่ระบบเพื่อให้เกิดการจ้างงาน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงทำให้เงินไม่สามารถลงไปได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของไทยไม่ดีไปด้วย

 

“เครื่องยนต์ที่เรียกว่าการลงทุน เป็นเครื่องจักรสำคัญ เหมือนกับการส่งออก การท่องเที่ยว เมื่อเม็ดเงินเข้าสู่ระบบไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย การจ้างงานก็ไม่เกิด เศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่ดี”

นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปอีกว่า ยิ่งเวลลานี้ประเทศไทยได้ผลการประเมินดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 โดย Transparency International ซึ่งประเทศไทยได้คะแนน 33/100 อยู่ในอันดับ 116 ของโลก ต่ำสุดในรอบ 14 ปี และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 42 คะแนน สะท้อนภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสที่ถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญเรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน โดย CPI หรือดัชนีการรับรู้การทุจริต คือมุมมองที่มีการให้คะแนน ซึ่งไทยตกต่ำสุดในรอบ 19 ปี อยู่อันดับที่ 7 ในภูมิภาค ซึ่งถือว่าแย่ เพราะแพ้ทั้งสปป.ลาวและเวียดนาม ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นแบบนี้

เอกชนชี้เลือกตั้ง2569ฉุดเบิกจ่ายงบ 70 ล่าช้า-คอร์รัปชันซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

ส่วนเวียดนามมีการพัฒนาขึ้นมาเป็น 41 คะแนน และมีแนวโน้มจะได้คะแนนเพิ่มขึ้น เพราะมีนโยบายแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แต่ของไทยทรุดลงมาตลอด 4 ปีหลังสุด โดยสอดคล้องกับที่ทาง กกร. และกลุ่มเพื่อนไม่ทน ออกแคมเปญมา เพราะเรามองว่าความเชื่อมั่น ,Ease of Doing Business และต้นทุนแฝง จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยสู้ประเทศอื่นในภูมิภาคไม่ได้

ทั้งนี้ ต้นทุนแฝงทั้งเรื่องการขอใบอนุญาตและการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งปัจจุบันทวีความรุนแรงขึ้นในการที่ต้องจ่ายเป็นจำนวนมาก เรื่องดังกล่าวกระทบต่อภาพลักษณ์อย่างแน่นอน อีกทั้งไทยเองกำลังถูกจับตามองจากบริษัท Credit Rating ต่าง ๆ ซึ่งดูจากภาพเศรษฐกิจของไทย โดย CPI ดังกล่าวจะยิ่งสะท้อนให้มีผลหนักมากขึ้น

“จากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อความเชื่อมั่น และความมั่นใจ อีกทั้งยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นเวลาที่จะพิจารณาการลงทุน หากมาไทยแม้โลเคชันจะดี หลายอย่างดี แต่ต้นทุนแฝง รวมถึงขั้นตอนนาวนาน เสียเวลาและเสียพลังมาก หากเป็นบริษัทที่ดีที่มีทางเลือกก็อาจไปลงทุนที่อื่นแทนไทย”

นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นยังส่งผลกระทบต่อคนในประเทศ เพราะต้องพบเจอกับปัญหาหลายเรื่องที่มาจากการคอร์รัปชัน เช่น เศรษฐกิจใต้ดินที่มีขนาดเกือบครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจทั้งหมด ซึ่งทำให้มีผลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ

อย่างไรก็ดี หากไทยยังมีการคอรรัปชันระดับสูง งบประมาณการอัดฉีดจากภาครัฐที่จะลงไปสู่กระบวนการเศรษฐกิจ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างก็จะรั่วไหลหมด โดยทำให้นโยนบายไม่เกิดประสิทธิผล หรือเรียกว่าจะทำให้มาตรการที่ภาครัฐต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผลเท่าที่ควร

อีกทั้งยังกระทบความเชื่อมั่นของการลงทุนทั้งคนไทยและต่างประเทศ เพราะต้นทุนแฝงที่มีมาก กระบวนการที่ยาว ซึ่งไม่ทำให้เกิดขีดความสามารถ แต่เป็นการบั่นทอนขีดความสามารถและความเชื่อมั่น

สำหรับข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนนั้น กกร. และเพื่อนไม่ทนต้องการให้ภาครัฐจริงจังกับการป้องกันและปราบปราม เพื่อส่งสัญญาณว่าจะพยายามทำให้การคอร์รัปชันลดลง ซึ่งเมื่อสามารถทำได้อันดับคะแนนของไทยก็จะดีขึ้นในปีหน้า

“ปัญหาใหญ่ของไทยที่เป็นมะเร็งร้ายมาจนถึงจุดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มาจากการคอร์รัปชัน เอกชนจึงมองว่าหากลดหรือปราบปรามคอร์รัปชันได้จริงจัง จะแก้ปัญหาที่ประเทศเผชิญอยู่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งได้ทันที ขณะที่ประเทศอื่นมีแต่รัฐบาลสนับสนุนช่วยให้ขั้นตอนเร็ว และง่าย เพราะถือว่านักลงทุนเป็นส่วนหนึ่งในการหารายได้ให้ประเทศ มีการสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจ แต่ไทยกลับต้องเจอกับปัญหาเรื่องอุปสรรค เรื่องดุลยพินิจการขอใบอนุญาติ ต้องมีการจ่ายต้นทุนแฝงเพื่อให้ได้รับการอนุมัติทุกขั้นตอน ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่น และกำลังใจ ทำให้ไม่ต้องการมาลงทุน“ 

อย่างไรก็ตาม ต้องเรียนว่าเรื่องดังกล่าวจะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP) ของประเทศ หรือที่ภาครัฐตั้งเป้าไว้ เพราะการลงทุนคือเครื่องยนต์หลัก (Engine) ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่กลับต้องติดขัดไปทั้งหมด ทำให้การลงทุนเอกชนลดลง ขณะที่การลงทุนจากภาครัฐก็ติดปัญหาเรื่องคอร์รัปชันจากระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่รั่วไหลประมาณ 20-30% หรือประมานหลายแสนล้านบาท ประกอบกับเสถียรภาพรัฐบาลที่ไม่ดี มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐล่าช้า ยิ่งทำให้ตัวเลขการลงทุนหายไปเพิ่มมากขึ้น