

Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดบทวิเคราะห์ประเมินทิศทางตลาดการเงินไทยภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 โดยระบุว่า ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลและเสถียรภาพทางการเมืองจะเป็นปัจจัยกำหนดกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ค่าเงินบาท และทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในระยะถัดไป
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคาร กรุงไทย เปิดเผยบทวิเคราะห์ผ่าน "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงการประเมินทิศทางตลาดการเงินและฉากทัศน์ผลการเลือกตั้งปี 2569 โดยระบุว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดจะขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมืองและการส่งต่อนโยบายเป็นสำคัญ
หากพรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มอำนาจเดิมยังคงรักษาอำนาจไว้ได้ จะถือเป็นการดำเนินนโยบายในรูปแบบเดิม ที่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ในกรณีนี้ประเมินว่า
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มที่จะ ทรงตัวถึงปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายทางการคลัง (Increased fiscal spending) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคตามนโยบายของรัฐบาลชุดเดิม
ส่วนค่าเงินบาทมีแนวโน้มทรงตัวถึงแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะตอบรับในเชิงบวกจากความต่อเนื่องของนโยบาย
ในทางกลับกัน หากพรรคประชาชน คว้าชัยชนะ จะนำไปสู่วาระการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงด้านสวัสดิการ ซึ่งในกรณีนี้ทิศทางของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะมีความไม่แน่นอนและมีความผันผวนสูงขึ้นเนื่องจากตลาดต้องประเมินความสมดุลระหว่างวินัยทางการคลังกับแผนการใช้จ่ายงบประมาณใหม่ๆ ตามวาระการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของพรรค
ด้านค่าเงินบาทจะเผชิญความไม่แน่นอน เนื่องจากตลาดอาจกังวลเรื่องเงินทุนไหลออกในระยะสั้น ส่วนตลาดหุ้นจะได้รับผลกระทบแบบผสมผสาน โดยกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสมัยใหม่อาจปรับตัวดีขึ้น แต่ธุรกิจดั้งเดิมจะมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น
หากเกิดภาวะสภาเสียงแตกหรือทางตันทางการเมือง ที่ไม่มีฝ่ายใดครองเสียงข้างมากเด็ดขาด ซึ่งจะนำไปสู่รัฐบาลผสมที่อ่อนแอ กรณีนี้จะฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง จากภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และเงินทุนไหลออก ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มติดลบจากความล่าช้าในการอนุมัตินโยบาย
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือ "ค่าพรีเมียมความไม่แน่นอน" เนื่องจากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการที่ไม่มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพหรือการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลที่ยืดเยื้อ
“โดยเฉลี่ย เงินบาทจะแข็งค่าขึ้น หลังรู้ผลเลือกตั้ง แต่จะอ่อนค่าลงในช่วงเดือนที่ 2+ ตามความวุ่นวายของการเมืองที่สูงขึ้นยกเว้นปี 2566 ที่เงินบาทอ่อนค่าลงจากเหตุการณ์ที่พรรคก้าวสไกลชนะเลือกตั้งแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้”นายพูนกล่าว
หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า จะกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ กดดันต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้ประเมินผลกระทบดังกล่าวไว้แล้วว่า จะทำให้ปีนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเติบโตประมาณ 1.5%
1. เน้นกลุ่มท่องเที่ยวและการบริโภค (Long Tourism & Consumption): ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินสะพัดในช่วงเลือกตั้งและการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ไม่ว่าใครจะชนะก็ยังเป็นเครื่องยนต์หลัก
2. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค (Long Infrastructure & Utilities): เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีเสถียรภาพและมีแนวโน้มได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องจากภาครัฐ
3. กลยุทธ์ค่าเงิน (Tactical Short USDTHB): มองโอกาสที่เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งจากเงินทุนไหลเข้า และหลังเลือกตั้งหากการจัดตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพ โดยแนะให้รอจังหวะขาย USDTHB เมื่อเข้าใกล้ระดับแนวต้านสำคัญ
ทั้งนี้ การประเมินดังกล่าวอ้างอิงจากข้อมูลผลโพลและนโยบายพรรคการเมือง ณ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากเป้าหมายทางการเงินและสภาวะตลาดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ผันผวน