

KEY
POINTS
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการใช้สิทธิของประชาชนเท่านั้น หากแต่เป็น “จุดเริ่มต้นของการถ่ายโอนอำนาจรัฐ” จากรัฐบาลชุดเดิมไปสู่ “รัฐบาลใหม่” ผ่านกลไกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2561
เส้นทางดังกล่าว แม้ดูเหมือนเป็นเพียงขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ กลับเต็มไปด้วยตัวแปรทางการเมือง การต่อรอง การตรวจสอบ และความเสี่ยงจากข้อพิพาทการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้การจัดตั้งรัฐบาล “เร็วหรือช้า” กว่ากรอบเวลาที่คาดการณ์ไว้
“ฐานเศรษฐกิจ” รวบรวมและเรียบเรียง ไทม์ไลน์หลังปิดหีบเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่การรับรองผล การเปิดสภา การเลือกนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงการได้รัฐบาลใหม่อย่างเป็นทางการ ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน เพื่อสะท้อนภาพการเดินเครื่องอำนาจรัฐ ในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของประเทศ
ด่านแรก:กกต.รับรอง สส.
กุมภาพันธ์-เมษายน 2569 : หลังปิดหีบเลือกตั้ง หน้าที่สำคัญตกอยู่ที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งต้องตรวจสอบความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งในทุกเขตทั่วประเทศ
กฎหมายกำหนดให้ กกต. ต้องประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันเลือกตั้ง หรือไม่เกินวันที่ 9 เมษายน 2569 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องรับรองผลการเลือกตั้ง สส. ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 (475 คน) ของจำนวน สส.ทั้งหมด
ตัวเลข 95% ไม่ใช่เพียงเกณฑ์ทางเทคนิค แต่เป็น “กุญแจเปิดประตู” ไปสู่การจัดเปิดสภา หากรับรองผลไม่ครบตามเกณฑ์ จะไม่สามารถเปิดประชุมรัฐสภา และเดินหน้ากระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีได้
ภายหลังการรับรองผล สส.ชุดใหม่จะทยอยเข้ารายงานตัว ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วง 10-16 เมษายน 2569 เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก
เปิดสภาใหม่:เกมชิงประธาน
เมษายน 2569 : รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก ภายใน 15 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งตามไทม์ไลน์คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์
การประชุมครั้งแรกของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่เพียงพิธีการเปิดสภา แต่เป็นเวทีแรกของ “การต่อรองทางอำนาจ” ผ่านการเลือก ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ รองประธานสภาฯ
ตำแหน่งประธานสภาฯ มีนัยทางการเมืองอย่างยิ่ง เพราะทำหน้าที่ควบคุมการประชุม บรรจุระเบียบวาระ และเป็นผู้ลงนามในกระบวนการสำคัญหลายขั้นตอน รวมถึงการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ
ผลของการเลือกประธานสภาฯ มักสะท้อนให้เห็นโครงสร้างเสียงข้างมาก และทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างชัดเจน
ด่านชี้ชะตา:เลือกนายกฯ
พฤษภาคม 2569 : เมื่อสภาฯ ตั้งหลักได้แล้ว ขั้นตอนสำคัญที่สุดคือ การประชุมเพื่อลงมติเลือก “นายกรัฐมนตรี” ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีต้อง
ขั้นตอนนี้จึงไม่ใช่เพียงการนับเสียงในสภา แต่เป็นบทสรุปของการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล ว่าพรรคหรือขั้วใดสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้มากพอในการกุมอำนาจฝ่ายบริหาร
ตั้งครม.-แถลงนโยบายรัฐบาล
พฤษภาคม - มิถุนายน 2569 : หลังได้นายกรัฐมนตรี ขั้นตอนต่อไปคือ การจัดตั้ง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีตามกฎหมายอย่างเข้มข้น คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์
เมื่อรายชื่อ ครม. ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง รัฐมนตรีทุกคนต้องเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ จากนั้นรัฐบาลมีหน้าที่ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ภายใน 15 วัน
การแถลงนโยบายถือเป็นการประกาศ “ทิศทางการบริหารประเทศ” ต่อสาธารณชน และเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลสามารถใช้อำนาจเต็มรูปแบบได้
มิ.ย.รัฐบาลใหม่บริหารประเทศ
จากไทม์ไลน์ทั้งหมด หากทุกขั้นตอนเป็นไปตามกรอบกฎหมายและไม่มีอุปสรรคทางการเมืองเพิ่มเติม คาดว่า ประเทศไทยจะได้รัฐบาลชุดใหม่ที่สมบูรณ์ พร้อมบริหารประเทศอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569
ช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ไม่เพียงในเชิงการเมือง แต่ยังรวมถึงทิศทางเศรษฐกิจ การจัดทำงบประมาณ การฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน และ การขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่
คำถามสำคัญที่สังคมต้องจับตา คือ กระบวนการถ่ายโอนอำนาจครั้งนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่นเพียงใด และ รัฐบาลใหม่จะสามารถใช้ “เสียงจากปลายปากกาเลือกตั้ง” แปลงเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน ตอบโจทย์ประเทศได้จริงหรือไม่...
รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4173