

อีกไม่กี่ชั่วโมงก่อนคนไทยจะเข้าคูหาเลือกตั้ง ภาพการเมืองหลังวันที่ 8 ก.พ. เริ่มชัดขึ้นว่า “รัฐบาลพรรคเดียว” แทบเป็นไปไม่ได้ สมการที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ "รัฐบาลผสม" คำถามจึงไม่ใช่แค่ใครจะได้ที่หนึ่ง แต่คือ “ใครจับมือใคร” และสูตรไหนจะทำให้ประเทศเดินต่อได้เร็วที่สุด
นักวิชาการและภาคธุรกิจต่างประเมินตรงกันว่า การตั้งรัฐบาลควรจบภายใน 30 วัน เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศทางนโยบาย กระทบความเชื่อมั่น การลงทุน และการจัดทำงบประมาณปี 2570
รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า โอกาสเกิดรัฐบาลผสมมีสูงมาก และในทุกสมการ “พรรคเพื่อไทย” คือพรรคที่มีอำนาจต่อรองสูง ไม่ว่าจะได้อันดับใดก็ตาม เพราะสามารถเลือกจับมือได้ทั้งฝั่ง "พรรคประชาชน" หรือ "พรรคภูมิใจไทย"
ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ประเมินว่า การแข่งขันหลักคือการแย่งบทบาท “พรรคแกนนำ” ระหว่างภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน โดยเงื่อนไขของพรรคประชาชนคือ ต้องได้อันดับ 1 จึงจะนำจัดตั้งรัฐบาล มิฉะนั้นจะเลือกทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
ภายใต้กรอบนี้ จึงเกิด 4 โมเดลหลักที่กำลังถูกจับตา
สูตรนี้ถูกมองว่า “เป็นไปได้สูง” เพราะทั้งสองพรรคเคยทำงานร่วมกันมาแล้ว ลดแรงเสียดทานเชิงอุดมการณ์ และสามารถรวมเสียงเกินครึ่งได้ไม่ยาก
จุดแข็ง
จุดท้าทาย
สูตรนี้ได้คะแนนความเป็นไปได้ระดับสูง เพราะมีความยืดหยุ่นทางการเมือง และไม่ต้องรอเงื่อนไขพิเศษ
นักวิเคราะห์บางส่วนเรียกว่า “รัฐบาลพรีเมียม” เพราะเป็นการผสมระหว่างพรรคที่มีภาพลักษณ์ปฏิรูป กับพรรคที่มีทักษะการบริหารเชิงพื้นที่
จุดแข็ง
จุดท้าทาย
สูตรนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพรรคประชาชนได้อันดับ 1 และยอมรับการประนีประนอมเชิงนโยบาย
นี่คือสูตรที่หลายฝ่ายมองว่า “แรงสะเทือนสูง” เพราะเป็นการรวมพรรคใหญ่สองขั้วเข้าด้วยกัน
จุดแข็ง
จุดท้าทาย
หากเกิดขึ้น จะเป็นรัฐบาลที่มีพลังสูง แต่ต้องอาศัยความสามารถในการบริหารความต่างทางการเมืองอย่างมาก
สูตร “รัฐบาลแห่งชาติ” รวมพรรคใหญ่หลายพรรคเข้าด้วยกัน
จุดแข็ง
จุดท้าทาย
แม้จะมั่นคงเชิงตัวเลข แต่ความเป็นไปได้ต่ำ เพราะแต่ละพรรคมีฐานเสียงและอุดมการณ์แตกต่างกันชัดเจน
ภาคธุรกิจเตือนว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อเกิน 2–3 เดือน จะกระทบ GDP ทันที และทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้า ความเสียหายอาจสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก
โจทย์สำคัญหลังเลือกตั้งจึงไม่ใช่เพียง “ใครเป็นนายกรัฐมนตรี” แต่คือ
ในโค้งสุดท้ายนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้กำลังเลือกแค่พรรคการเมือง แต่กำลังเลือก “สูตรจัดตั้งรัฐบาล” ที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยตลอด 4 ปีข้างหน้า
คืนวันที่ 8 ก.พ. คำตอบจะเริ่มชัด และเกมต่อรองจะเริ่มทันทีหลังปิดหีบ.