

KEY
POINTS
ภาคเอกชนจับตาการเมืองหลังเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด หวังการเปลี่ยนผ่านราบรื่นเพื่อประคองเศรษฐกิจไทย เตือนหากการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ จะซ้ำเติมความเชื่อมั่น ฉุดการลงทุนและการฟื้นตัว ระบุ 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่คือช่วงชี้ชะตา ต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก่อนเศรษฐกิจยังโตต่ำระยะยาว
กกร.หวังเปลี่ยนผ่านการเมืองราบรื่น
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนมุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง และต้องการเห็นการปรับลดกฎระเบียบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สนับสนุนการเข้าสู่ระบบของ SMEs ให้แต้มต่อสินค้า Made in Thailand และส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ สอดคล้องแนวคิด “Reinvent Thailand” เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจระยะถัดไปควรมุ่งวางยุทธศาสตร์ระยะยาว ควบคู่การใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นสร้างฐานรายได้ใหม่ เพิ่มผลิตภาพภาคการผลิต ยกระดับผู้ประกอบการ SMEs พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ รองรับความผันผวนในอนาคต และเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน
ขณะเดียวกัน กกร. เห็นว่าหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันพัฒนากลไกตรวจสอบและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมปรับกฎระเบียบเพื่อปิดช่องว่างธุรกรรมที่กระทบค่าเงินบาท โดยเฉพาะการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งพบการใช้ USDT ในระดับสูง และมีสัดส่วนนักลงทุน ต่างชาติค่อนข้างมาก ส่งผลให้การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทผันผวนใกล้เคียงกับดอลลาร์สหรัฐ
ฝากการบ้านอื้อเร่ง 100 วันแรก
สำหรับปัญหาเร่งด่วน ภาคเอกชนต้องการเห็นรัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขภายใน 100 วันแรก ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กดกำลังซื้อ สินค้านำเข้าทะลัก ค่าเงินบาทแข็งผิดปกติ เงินทุนสีเทา เศรษฐกิจใต้ดิน และคอร์รัปชัน โดยนายเกรียงไกรระบุว่า ภาพลักษณ์ไทยในสายตาต่างชาติถูกมองเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย”จึงจำเป็นต้องฟื้นฟูประเทศอย่างจริงจัง ผ่านรัฐบาลที่มีศักยภาพเพื่อเรียกความเชื่อมั่นและเสน่ห์ของเศรษฐกิจไทยกลับมาอีกครั้ง
“ตอนนี้ประเทศไทยในสายตาต่างชาติกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย หรือ sick man ต้องยอมรับว่าไทยตอนนี้เหมือนผู้ป่วยจริงๆ ต้องรีบฟื้นร่างกายกลับมาให้ได้ ผ่านการได้รัฐบาลที่มีคนเก่งเข้ามาทำงาน ไม่ใช่หมอให้กินแต่ยาหม้อ แถมเชื่อหมอดู ทำให้เมื่อเราได้รับฉายาหรือคำวิจารณ์ต่างๆ จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่า จำเป็นต้องรีบฟื้นฟูประเทศให้กลับมาแข็งแรง” นายเกรียงไกร กล่าว
หวั่นตั้งรัฐบาลช้าฉุดเศรษฐกิจ
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า ภาวะสุญญากาศช่วงเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง ตามกฎหมายและมารยาทยังถือว่ารัฐบาลเดิมยังคงทำหน้าที่อยู่ แต่ไม่สามารถออกนโยบายใหม่หรือตัดสินใจในโครงการใหม่ได้ หน้าที่ในช่วงนี้คือการประคองสถานการณ์และใช้จ่ายงบประมาณเดิมที่มีอยู่แล้วเท่านั้น
ผลกระทบที่น่ากังวลจะมีเรื่องเศรษฐกิจและงบประมาณ ในฐานะภาคเอกชนกังวลเรื่องช่วงเวลาการฟอร์มทีมรัฐบาล ที่จะส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการประชุมและพิจารณางบประมาณปี 2570 เพราะหากรัฐบาลเกิดขึ้นช้า ทุกอย่างจะล่าช้าตามไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าผลประเมิน GDP ของประเทศไทยปี 2569 คาดการณ์แน่นอนแล้วอาจต่ำกว่าปีที่แล้ว (ซึ่งเฉลี่ยไม่เกิน 2%) หากการเบิกจ่ายภาครัฐทำได้ช้าจะส่งผลกระทบซ้ำเติม
เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เม็ดเงินจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นตัวช่วยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกเหนือจากการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้การลงทุนหยุดชะงักจากความไม่แน่นอนทางการเมือง นักลงทุนต่างชาติชะลอการตัดสินใจ เพื่อรอดูความชัดเจนของรัฐบาลและนโยบายส่งเสริมการลงทุน
สุญญากาศก่อตัวก่อน-หลังเลือกตั้ง
ด้านนายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด กล่าวว่า นิยามของสุญญากาศทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นจากแต่ละฝ่ายต่างตั้งเงื่อนไขต่อกัน แม้จะเลือกตั้งเสร็จ หลังจากนั้นใน 2 เดือนกว่าจะผ่านกระบวนการทะเลาะกัน ตกลงขั้วรัฐบาล และแต่งตั้งรัฐบาลได้จริง อาจต้องรอไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 ถึงจะเริ่มกระบวนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือผ่านกฎหมายต่างๆ ได้
เรื่องนี้คือหลุมอากาศที่รุนแรงกว่าสภาวะเดิม คล้ายกับตอนที่อดีตนายกฯ ประยุทธ์วางมือและปล่อยให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ครั้งนี้ร้ายแรงกว่า เพราะมีปัจจัยภายนอกซ้ำเติม โดยเฉพาะผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตัวเลข GDP ที่จะต่ำกว่า 2% อย่างแน่นอน เนื่องจากในช่วง 6 เดือนแรกไม่มีใครสามารถแก้ไขเศรษฐกิจได้
“ประเทศไทยเราติดสภาวะสุญญากาศมาตั้งแต่ในช่วงเดือน 1–2 ก่อนการเลือกตั้ง ตัวเลขเศรษฐกิจก็ย่ำแย่มากจนหัวปักลงมาตลอด ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็บานปลายมา 2–3 ปี ก็ยังแก้ไม่ได้ และยังมองไม่เห็นแนวทางการแก้ไขที่ชัดเจนในช่วงนี้ ผลกระทบต่อการค้าชายแดน (กรณีกัมพูชา) ความเสียหายก็มหาศาล บริษัทที่ค้าขายกันได้รับความเสียหายหลัก 100 ล้านบาท มีปัญหาสินค้าค้างสต็อก สูญเสียส่วนแบ่งการตลาด ขณะเดียวกันก็มีปัญหาสินค้าจากจีนและเวียดนามมาตีตลาดอีก”
ในทางการค้าถือว่าได้รับปัจจัยลบ “3 เด้ง” คือ 1. การเมืองไทยที่ย่ำแย่และสภาวะสุญญากาศของจริง 2.ภาวะเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศ (เช่น อิหร่าน อเมริกา จีน รัสเซีย) รุนแรงกว่ายุคก่อน และ 3. ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านกระทบต่อตลาดส่งออกหลัก สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือการปรับตัวของภาคธุรกิจ ซึ่งต้องปรับตัวด้วยตัวเองเพราะหวังพึ่งการเมืองไม่ได้
ธุรกิจภูมิภาคหืดจับรอช่วยเหลือ
ขณะที่นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวถึงความกังวลของภาคธุรกิจในช่วงสุญญากาศทางการเมืองระหว่างรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ราว 2 เดือนว่า เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเปราะบาง และต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะผลกระทบจากการชะลอการทำงานของภาครัฐและความไม่แน่นอนด้านนโยบาย โดยช่วงสุญญากาศ ทางการเมืองสามารถแบ่งผลกระทบออกเป็น 3 ระยะหลัก
ระยะแรก ช่วงยุบสภา-เลือกตั้ง (ราว 60 วัน) ในช่วงที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายด้านต้องหยุดชะงัก ไม่สามารถเดินหน้าโครงการใหม่ได้ ส่งผลให้เศรษฐกิจที่เคยเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการก่อนหน้าเริ่มชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่น โครงการคนละครึ่งพลัส ที่เมื่อหยุดไป กำลังซื้อก็หายตามทันที
อย่างไรก็ตาม ยังถือว่าโชคดีที่ช่วงยุบสภาตรงกับฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศเฉลี่ยวันละกว่า 1 แสนคน ช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวและร้านอาหาร
ระยะกลาง ช่วงหลังเลือกตั้ง สิ่งที่น่ากังวลในระยะนี้คือการฟื้นฟูพื้นที่และเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะภาคใต้ เช่น หาดใหญ่ และจังหวัดที่ประสบอุทกภัยอย่างหนักก่อนหน้านี้ มาตรการฟื้นฟู SME การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตประชาชนยังดำเนินการได้ไม่เต็มที่
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ชายแดน โดยเฉพาะฝั่งไทย–กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนและเศรษฐกิจของ 6 จังหวัดที่พึ่งพาการค้าข้ามแดนอย่างมาก เมื่อมีการปิดด่านหรือจำกัดการผ่านเข้าออก ย่อมกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่โดยตรง
บิ๊กอสังหาฯ ชี้ไม่กระทบดีมานด์
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) มองว่า ช่วงรอยต่อทางการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้ดีมานด์ชะลอ โดยลูกค้าที่สนใจซื้อที่อยู่อาศัยยังตัดสินใจจากปัจจัยพื้นฐานของโครงการเป็นหลัก ทั้งทำเลและระดับราคา มากกว่าปัจจัยการเมือง พร้อมชี้ว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ หากผู้ซื้อมีความพร้อมก็ยังเดินหน้าซื้อ ขณะที่สถานการณ์การเมืองปัจจุบันไม่ได้รุนแรงจนกระทบความเชื่อมั่นเหมือนในอดีตเช่นตอนที่มีการชุมนุม ซึ่งส่งผลกระทบต่ออารมณ์ในการซื้อในพื้นที่จริง
ด้านความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ อยากเห็นการเร่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า ควบคู่การแก้ปัญหาสถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ มากกว่าความกังวลต่อช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง