

KEY
POINTS
เวทีดีเบต “Thailand Redesign 2026 The Next Level” จัดโดย ฐานเศรษฐกิจ ร่วมกับสถาบันธรรมศักดิ์ ณ AIS สยามสแควร์ ได้เปิดพื้นที่ให้ตัวแทน 4 พรรคการเมืองเข้าร่วม ได้แก่ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช จากพรรคเพื่อไทย, ดร.การดี เลียวไพโรจน์ จากพรรคประชาธิปัตย์, ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล จากพรรคประชาชน และนายภาณุรัช ดำรงไทย จากพรรคไทยก้าวใหม่
โดยหนึ่งในประเด็นหลักได้มีแลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ The Global Strategy (สมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์) โจทย์ใหญ่ของประเทศที่รัฐบาลใหม่ต้องรับมือ ที่นำเสนอข้อมูลและตั้งคำถามโดย รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายคู่ของโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กระทบโดยตรงต่อปากท้องประชาชน ราคาน้ำมัน การค้า การส่งออก และห่วงโซ่อุปทานของไทย
คำถามสำคัญที่ถูกตั้งต่อพรรคการเมือง คือ หากได้เป็นรัฐบาลจะวางตำแหน่งประเทศไทยอย่างไรท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมถึงประเด็นที่ไทยควรเข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ก่อตั้งหรือไม่ และไทยควรบริหารความสัมพันธ์กับสหรัฐและจีนอย่างไร ควรทำ FTA กับประเทศใด เพื่อให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุดโดยไม่ทำให้เอสเอ็มอีล้มหายตายจากการเปิดเสรีทางการค้า
หลังจบเวทีดีเบต ดร.อัทธ์ ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า คำตอบจากพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังเป็นคำตอบในภาพกว้าง และยังไม่สะท้อนความเข้าใจเชิงลึกต่อแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังทวีความรุนแรง
“ผมพบว่าคำตอบที่ได้รับยังเป็นคำตอบแบบกว้าง ๆ ทั้งที่ภูมิรัฐศาสตร์กระทบตั้งแต่ปากท้องประชาชน ผู้ประกอบการ การค้า การส่งออก ไปจนถึงต้นทุนการผลิตในทุกมิติ”
สิ่งที่ได้ยินซ้ำจากแทบทุกพรรค คือการยืนยันว่าไทยควร “วางตัวเป็นกลาง” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ประเทศในอาเซียนกว่า 70% ใช้เหมือนกันมาอย่างยาวนาน แต่สิ่งที่อยากตั้งคำถามกลับคือ ความเป็นกลางนั้นควรมีหน้าตาอย่างไรในโลกที่แบ่งขั้วชัดเจนมากขึ้น
ดร.อัทธ์ ระบุว่า สิ่งที่อยากเห็นจากพรรคการเมืองคือการอธิบายให้ชัดถึงแนวคิด “ความเป็นกลางที่จำเป็น” หมายถึงการวางตัวเชิงยุทธศาสตร์ในลักษณะที่ทำให้ทุกฝ่ายยังต้องการทำงานและลงทุนกับไทย
“เราไม่สามารถเป็นกลางแบบยืนเฉย ๆ ได้อีกต่อไป เราต้องเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตที่โลกขาดไม่ได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ พรรคการเมืองยังไม่ได้พูดถึงการทบทวนโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยเลย ว่าเรามีความพร้อมแค่ไหนในการรับมือแรงกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์”
ทั้งนี้หากโครงสร้างอุตสาหกรรมยังไม่แข็งแรง ไม่มีจุดขายที่ชัดเจน ไทยจะตกเป็นเพียงฐานรองรับความเสี่ยงของประเทศอื่น โดยไม่ได้ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง
อีกหนึ่งจุดอ่อนที่สะท้อนชัดจากเวทีดีเบต คือทิศทางข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่พรรคการเมืองยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจน ซึ่งปัจจุบัน ทุกพรรคให้ความสำคัญกับการทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป (EU) แต่ในความเป็นจริง ประเทศในอาเซียนอย่างไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างก็อยู่ในคิวการเจรจา FTA กับอียูเช่นกัน
“ถ้าเราทำเหมือนคนอื่น เราแทบจะไม่ได้ประโยชน์ที่แตกต่างเลย โจทย์คือเราจะไปทำ FTA กับใครเพิ่ม และจะพ่วงตัวเองเข้าไปในห่วงโซ่ใหม่อย่างไร”
ดร.อัทธ์ กล่าว และชี้ว่า ไทยควรมองโอกาสจากเส้นทางที่ EU กำลังเร่งทำ FTA กับอินเดีย ซึ่งเวลานี้ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงแล้ว รอเพียงรัฐสภาของทั้งสองฝ่ายให้การอนุมัติ ทั้งนี้แม้ไทยจะไม่อยู่ในข้อตกลงโดยตรง แต่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต เพื่อเชื่อมต่อการส่งออกไปยุโรปได้
สำหรับการรับมือสองมหาอำนาจ ดร.อัทธ์ มองว่า ไทยต้องวางหมากให้ชัด ในฝั่งสหรัฐ ไทยต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าเป็น ฐานการผลิตจริง ไม่ใช่ทางผ่านของโรงงานจากประเทศอื่นเพื่อหลบเลี่ยงภาษี และใช้ไทยเป็นฐานส่งสินค้าเข้าสหรัฐ พร้อมย้ำถึงความจำเป็นของความโปร่งใสด้านแหล่งที่มาของวัตถุดิบและชิ้นส่วน
ขณะที่จีน ไทยไม่สามารถปฏิเสธได้ เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่และแหล่งเงินลงทุนสำคัญ แต่ต้องเจรจาให้การเข้ามาของทุนและเทคโนโลยีจีนไม่ทำลายภาคเกษตรและเอสเอ็มอีไทย
หนึ่งในยุทธศาสตร์ที่ ดร.อัทธ์ เสนอคือแนวคิด “China Plus One” โดยดึงการลงทุนของยุโรปที่เคยตั้งฐานในจีน ให้ย้ายมาผลิตในไทย เพื่อส่งออกกลับไปยุโรปและลดความเสี่ยงจากกำแพงภาษีของสหรัฐ
ดร.อัทธ์ ยังเตือนว่า ความขัดแย้งที่ไทยต้องจับตาเป็นพิเศษ คือความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐ-แคนาดา และสหรัฐ-จีน รวมถึงท่าทีของสหรัฐภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจใช้มาตรการภาษีรุนแรงกับประเทศคู่ขัดแย้ง
“ประเทศไหนเริ่มออกห่างจากสหรัฐ อาจเจอการคว่ำบาตรหรือถูกลดความช่วยเหลือ ไทยต้องรู้เท่าทัน และรีบหาโอกาสจาก FTA กลุ่มใหม่ เช่น ยุโรป–อินเดีย หรือยุโรป–อเมริกาใต้”
ทั้งหมดสะท้อนว่า โจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และรัฐบาลใหม่ไม่อาจใช้คำว่า “เป็นกลาง” เพียงอย่างเดียวได้ หากยังไม่มีแผนเชิงโครงสร้างและยุทธศาสตร์รองรับโลกที่กำลังเดือดขึ้นทุกวัน