thansettakij
thansettakij
นักลงทุนห่วงฟองสบู่ Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯ

นักลงทุนห่วงฟองสบู่ Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯ

10 มี.ค. 64 | 11:48 น.
อัปเดตล่าสุด :11 มี.ค. 64 | 04:16 น.

บลจ.วรรณชี้ หุ้นโลกปรับฐานระยะสั้น ไม่เกิน 6 เดือน ผลจากนักลงทุนกังวลฟองสบู่ Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯเร่งตัวขึ้นกดดันหุ้นเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี

นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) วรรณ เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนใน ตลาดหุ้นโลก ขณะนี้เข้าสู่ช่วงการปรับฐาน หลังจากขึ้นมาต่อเนื่องนับตั้งแต่จุดต่ำสุดช่วงการแพร่ระบาด Covid-19 ปัจจุบัน นักลงทุนหลายคนกังวลฟองสบู่ Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้น สะท้อนมุมมองเงินเฟ้อเร่งตัวในอนาคตและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐฯ

พจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ

 

การเพิ่มขึ้นของ Yield กดดันมุมมองหุ้นเติบโตโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีเนื่องจากราคาที่เพิ่มขึ้นไปมาก ทำให้  Earnings Yield Gap ผลต่างระหว่างปันผลตอบแทนคาดหวังเปรียบเทียบกับ Bond Yield แคบกว่าหุ้น Value ที่มี Dividend สูง

 

นอกจากนี้ กลุ่มหุ้นที่ราคา Laggard อยู่ จึงมีการ Switch หรือ Rotate กลุ่มลงทุนหรือเรียกว่า มีการสลับจากหุ้น New Economy Theme ที่ปรับตัวขึ้นมาโดดเด่นในรอบปีที่ผ่านมากลับไปสู่หุ้น Old Economy Theme ที่ระดับราคายังต่ำอยู่และยังไม่ได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้นมาก

“เรามองว่า เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น ไม่เกิน 6 เดือน โดยเฉพาะถ้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐฯผ่านเป็นกฏหมาย คาดว่าน่าจะกลางเดือนนี้ และแม้วงเงินจะลดลงจาก 1.9 ล้านมาที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็นวงเงินกระตุ้นที่สูงถึง 7-9 % ต่อ GDP  หุ้นเติบโตคุณภาพดีหลายๆ ตัวอาจจะมีงบการเงินออกมาดีติดต่อกันสัก 2-3 ไตรมาส (ไตรมาส 4/2020 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1-2/2021) มูลค่าที่ตลาดมองว่า แพงมากในปัจจุบันจะเริ่มแพงลดลงตามรายได้/กำไรที่เติบโตตามทัน บลจ.วรรณ มองว่าตลาดหุ้นทั่วโลกยังอยู่ในโซนขาขึ้น”

 

นักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่ มีมุมมองต่อการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนจะปรับตัวดีขึ้นมากในปีนี้ และมีมุมมองที่ Bullish หุ้นค่อนข้างมาก ซึ่งในส่วนของคำแนะนำการลงทุน บลจ.วรรณ ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นต่างประเทศ โดยมองว่า พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเน้นด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ประกอบกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ได้เปิดโอกาสการเข้าถึงบริษัทดังกล่าว ทั้งที่เป็นผู้ชนะทั้งในช่วงวิกฤต Covid-19 ที่ผ่านมา และเป็น Megatrend จากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเข้าสู่ออนไลน์มากขึ้น

 

โดยยังคงคำแนะนำลงทุน กองทุนเปิด วรรณ ดิสคัพเวอรี่ (ONE-DISC) ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Baillie Gifford Worldwide Discovery Fund เน้นลงทุนในบริษัทที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ (Immaturity) หรือสินค้า/บริการ ยังไม่เป็นที่รู้จักมากในตลาดโลก แต่มีแนวโน้มมีความสามารถในการแข่งขัน (Emerging Competitive Advantage) เหนือคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และอาจจะขึ้นมาเป็นบริษัทขนาดใหญ่ในอนาคต

 

นอกจากนี้เห็นสัญญาณการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนจากหุ้น Mega-Large Cap ที่ราคาขึ้นมาสะท้อนแนวโน้มกำไรหลายปีล่วงหน้า ไปยังหุ้น Mid-Small Cap ที่แนวโน้มเติบโตสูงกว่าแต่ยังไม่สะท้อนในราคาหุ้นล่วงหน้ามากนัก

 

สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ระยะสั้นมีแนวโน้มที่หุ้น Old Economy จะกลับมา Outperform ซึ่งหุ้นบริษัทจดทะเบียนของไทยมีลักษณะนั้น ช่วงที่ผ่านมาระดับราคาไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากมุมมองการเติบโตด้อยกว่าหุ้น New Economy ทั้งนี้ หากการเดินหน้าฉีดวัคซีนทั่วโลกประสบผลสำเร็จช่วยให้กลับมาเปิดประเทศได้เร็วขึ้นจากเดิมที่มองปลายปี 2021 อย่างเร็ว อาจจะมีการทำ Travel bubble กันตั้งแต่กลางปีนี้ ช่วยหนุนให้ทุกอย่างเริ่มกลับเป็นปกติ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีส่วนช่วยให้กำไรบริษัทจดทะเบียนอาจจะดีกว่าที่คาดไว้

 

อย่างไรก็ดีในระยะยาวตลาดหุ้นไทยยังคงน่าสนใจในการลงทุน โดยแนะนำให้ผู้ลงทุนควรมีหุ้นไทย Old Economy Theme ติดพอร์ตควบคู่กับการกระจายการลงทุนไปยังหุ้น New Economy เพื่อไม่ให้พลาดผลตอบแทนในบางช่วงเวลารวมถึงช่วยลดความผันผวนพอร์ตการลงทุนจากรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างกัน โดยกองทุนแนะนำ อาทิ  1AMSET50 ที่ผลการดำเนินงานในอดีตทำได้ดีสม่ำเสมอเทียบกับดัชนี SET50 หุ้นบริษัทจดทะเบียนพื้นฐานดีขนาดใหญ่ และอีกกองทุน ONE-SETHD เน้นลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปันผลสูงบนดัชนี SETHD ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองในระยะสั้นข้างต้นของบลจ.วรรณ

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: