thansettakij
thansettakij
IMF เตือนความเสี่ยงหุ้นเทค ห่วง AI บูมสะดุด เอเชียเจ็บหนักสุด

IMF เตือนความเสี่ยงหุ้นเทค ห่วง AI บูมสะดุด เอเชียเจ็บหนักสุด

16 ต.ค. 69 | 03:14 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ต.ค. 69 | 03:23 น.

IMF เผยรายงาน 2 ฉบับ ระบุเงินกู้ยืมลงทุนในระบบนิเวศ AI เพิ่มขึ้นใน 3 ช่องทาง ทั้งหุ้นกู้ของยักษ์เทค มาร์จิ้นโลนของเฮดจ์ฟันด์ และ ETF ทวีคูณของนักลงทุนรายย่อย พร้อมดีลการเงินหมุนวนที่ผูกคำมั่นรายได้ในอนาคต 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ตลาดหุ้นเอเชียพัฒนาแล้วที่ผูกกับ AI สูงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุด

KEY

POINTS

  • IMF เตือนว่าการเติบโตของเทคโนโลยี AI ได้สร้างความเปราะบางในระบบการเงินโลก ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับฐานของราคาสินทรัพย์อย่างรุนแรง
  • ภูมิภาคเอเชียมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดหากตลาด AI สะดุดลง เนื่องจากตลาดหุ้นมีความอ่อนไหวสูงและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตอย่างใกล้ชิด
  • ความเสี่ยงรุนแรงขึ้นจากการใช้เลเวอเรจ (เงินกู้ยืมมาลงทุน) ที่เพิ่มขึ้นในระบบนิเวศ AI ซึ่งอาจนำไปสู่การบังคับขายสินทรัพย์และความผันผวนของตลาดที่สูงขึ้น

การประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เผยแพร่รายงานเสถียรภาพระบบการเงินโลก (Global Financial Stability Report: GFSR) และรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Regional Economic Outlook) ฉบับเดือนตุลาคม 2026 ทั้งสองฉบับระบุว่าการบูมของเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นแรงหนุนสำคัญของเศรษฐกิจและตลาดการเงินในปีนี้ แต่ก็สะสมความเปราะบางที่อาจนำไปสู่การปรับฐานรุนแรงของราคาสินทรัพย์ และเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุด

ความเสี่ยงระบบการเงินอยู่ในระดับสูง

GFSR ระบุว่าตลาดการเงินโลกยังแข็งแกร่งนับจากเดือนเมษายน 2569 กำไรของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI และการใช้จ่ายด้านศูนย์ข้อมูลและเซมิคอนดักเตอร์ ช่วยชดเชยผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ภาวะการเงินโดยรวมจึงยังผ่อนคลาย แม้ธนาคารกลางหลัก 14 แห่งจาก 33 แห่งปรับขึ้นดอกเบี้ยนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2026 ซึ่งน่าจะเป็นการรับมือแรงกดดันเงินเฟ้อจากวิกฤตพลังงาน

อย่างไรก็ตามIMF ได้ประเมินความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินอยู่ในระดับ “สูง” และระบุความเสี่ยงสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การปรับฐานของตลาดที่มีต้นเหตุจาก AI การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และภัยคุกคามทางไซเบอร์

GFSR ระบุว่าบริษัทแกนหลักในระบบนิเวศ AI ยังทำกำไรได้ดี ทำให้อัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า (forward P/E) ลดลงในหลายตลาด โดย IMF ประเมินความเสี่ยงการปรับฐานจาก AI ยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน แต่เงินกู้ยืมมาลงทุนเพิ่ม หรือ เลเวอเรจในระบบนิเวศ AI กำลังเพิ่มขึ้น

หุ้นเทคเอเชียขึ้นแรงกว่าวอลล์สตรีท

ขณะที่รายงานเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียระบุว่ากำไรที่แข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีทำให้หุ้นในตลาดเอเชียพัฒนาแล้วพุ่งขึ้นแรงในปีนี้ และขึ้นแรงกว่าหุ้นเทคสหรัฐฯ โดยดัชนี MSCI Asia Tech ปรับขึ้นเร็วกว่า MSCI US Tech นับจากต้นปี 2568

ตลาดเกาหลีใต้ร้อนแรงที่สุด ดัชนี KOSPI ปรับขึ้นกว่าเท่าตัวจากต้นปีในช่วงกลางปี ก่อนปรับฐานในเดือนกรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นเกาหลีจำนวนมากเพื่อปรับสมดุลพอร์ต ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงกดดันที่ทำให้เงินวอนอ่อนค่าลงพร้อมเงินเยนในครึ่งแรกของปี แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลสูง

ราคาเซมิคอนดักเตอร์ ณ เดือนกรกฎาคม 2026 เพิ่มขึ้น 173% จากปีก่อน โดย IMF คาดดุลบัญชีเดินสะพัดของเกาหลีปีนี้จะแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 19% ของ GDP

IMF ได้ประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของประเทศที่ได้อานิสงส์ถูกปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้ เกาหลีใต้โต 3.3% จาก 1.1% ในปี 2568 สิงคโปร์ 5.0% ฮ่องกง 3.8% และเวียดนาม 8.4% ส่วนไต้หวันโต 10.7% ส่วนในปี 2570 รายงานคาดการณ์ว่าการเติบโตคาดว่าจะชะลอลง โดยไต้หวันโต 4.3% เกาหลี 2.8% และสิงคโปร์ 3.0% สมมติฐานของ IMF คือวัฏจักร AI จะผ่อนแรงลง แต่ความต้องการ AI ยังแข็งแกร่ง ขณะที่เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าโต 2.1%

IMF เตือนความเสี่ยงหุ้นเทค ห่วง AI บูมสะดุด เอเชียเจ็บหนักสุด

ยิ่งผูกกับ AI มาก ยิ่งเสี่ยงมาก

GFSR วัดความอ่อนไหวของตลาดหุ้นแต่ละแห่งต่อผลตอบแทนหุ้น AI ทั่วโลกผ่านค่าเบตา (beta) ผลชี้ว่าตลาดหุ้นเอเชียพัฒนาแล้วที่มีค่าเบตาสูง เช่น เกาหลี มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุดหาก AI สะดุด ขณะที่ยูโรโซน สหราชอาณาจักร และตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่มีค่าเบตาต่ำ ทั้งนี้ ค่าเบตาของตลาดส่วนใหญ่ลดลงในปีนี้

แม้ตลาดที่มีค่าเบตาต่ำก็อาจได้รับแรงกระแทก เพราะสัดส่วนการถือหุ้นสหรัฐฯ ในพอร์ตลงทุนต่างประเทศของหลายประเทศเพิ่มขึ้นมากระหว่างปี 2565-2569 ซึ่งส่วนใหญ่สะท้อนการลงทุนในบริษัท hyperscaler และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI โดย IMF เรียกว่าเป็นสัญญาณของการไล่ตาม AI (AI chasing)

รายงานเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียระบุว่า การปรับฐานของ AI จะกระทบเศรษฐกิจโลกผ่านการลงทุนและการบริโภคที่ลดลง และจะรุนแรงเป็นพิเศษในเอเชีย เพราะภูมิภาคนี้เชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิต AI อย่างกว้างขวาง

IMF ระบุว่ามีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่าขีดความสามารถของ AI อาจสร้างได้ด้วยระดับเงินลงทุนที่ต่ำลง หรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอาจไม่มากเท่าที่คาด ฉากทัศน์ในรายงาน World Economic Outlook ชี้ว่าหากการลงทุนด้าน AI คลายตัว ภายในปี 2571 GDP โลกจะลดลงสูงสุด 0.4% การลงทุนลดลง 1.3% และการบริโภคลดลง 0.6% ผ่านผลทางความมั่งคั่ง ด้านผลสำรวจผู้จัดการกองทุนของ Bank of America เดือนสิงหาคม 2569 พบว่า “AIบูม” ถูกจัดเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่ง

เปิด 3 ช่องทางเงินกู้ลงทุน

GFSR ระบุว่าการปรับฐานอาจรุนแรงขึ้นจากเลเวอเรจที่เพิ่มขึ้นใน 3 ช่องทาง ดังนี้

ช่องทางแรก บริษัท hyperscaler หรือผู้ให้บริการคลาวด์และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ มีสัดส่วนในการออกหุ้นกู้ระดับน่าลงทุนทั่วโลกเพิ่มเป็น 10% ตั้งแต่ปี 2567 จากไม่ถึง 1% เพราะกระแสเงินสดอิสระลดลงเร็วจากการลงทุนด้าน AI ส่วนผู้ให้บริการ neocloud มีภาระหนี้สูงกว่าและทำกำไรได้น้อยกว่า จึงอาจเป็นจุดอ่อนของระบบนิเวศ

ช่องทางที่สอง ฐานะซื้อหุ้นรวมของเฮดจ์ฟันด์บวกสินเชื่อมาร์จิ้นเพิ่มจาก 10% เป็นราว 15% ของ GDP ประเทศพัฒนาแล้วนับตั้งแต่ปี 2567

ช่องทางที่สาม สัดส่วนหุ้นรายตัวใน ETF แบบทวีคูณ (leveraged ETF) เพิ่มเป็น 28% จาก 16% ในช่วงเดียวกัน จากการที่นักลงทุนรายย่อยใช้กองทุนประเภทนี้ลงทุนในหุ้น AI

IMF ระบุว่าเลเวอเรจเหล่านี้เพิ่มโอกาสที่จะเกิดการบังคับขาย ความผันผวนของหุ้นพุ่ง และส่วนต่างอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้กว้างขึ้น หากการลงทุนและกำไรจาก AI ไม่เป็นไปตามคาด

พบดีลการเงินหมุนวน

GFSR ระบุถึง “การเงินแบบหมุนวน” (circular financing) ระหว่างบริษัท AI ธุรกรรมที่เปิดเผยต่อสาธารณะ 14 รายการตั้งแต่ปี 2566 มีการลงทุนในหุ้นราว 3 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่นำโดย hyperscaler ที่ลงทุนในบริษัท AI ที่ฐานะการเงินอ่อนแอกว่า เสริมด้วยหนี้อีก 6.5 แสนล้านดอลลาร์ แลกกับคำมั่นว่าจะซื้อบริการหรือชิปในอนาคตมูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์

การจัดหาเงินและคำมั่นด้านรายได้กระจุกตัวในบริษัทผู้รับการลงทุนไม่กี่ราย หากบริษัทรายสำคัญประสบปัญหา อาจเกิด “ความเสี่ยงสวนทาง” (wrong-way risk) คือมูลค่าเงินลงทุนลดลงในจังหวะเดียวกับที่รายได้ในอนาคตที่ผูกไว้เสียหาย

เฮดจ์ฟันด์ถือหุ้นซ้ำกันมากขึ้น

นอกจากนี้ยังพบว่าสินทรัพย์รวมของเฮดจ์ฟันด์ทั่วโลกแตะราว 13 ล้านล้านดอลลาร์ในต้นปี 2569 เทียบกับ 4 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2556 ส่วนฐานะการลงทุนรวมตามมูลค่าสัญญาเพิ่มเป็นกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์ การถือหุ้นซ้ำกันระหว่างเฮดจ์ฟันด์เพิ่มขึ้นเร็วตั้งแต่ปี 2565

IMF ยกกรณีเดือนกรกฎาคม 2569 ที่เฮดจ์ฟันด์ Situational Awareness ขาดทุนจากฐานะในหุ้น AI ที่ใช้เลเวอเรจสูงและกระจุกตัว จนถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (margin call) และต้องลดเลเวอเรจ ก่อนที่พอร์ตส่วนที่จดทะเบียนจะถูกผู้เล่นรายอื่นซื้อไป ช่วยให้การขายเป็นไปอย่างเป็นระเบียบ

ในช่วงตลาดตึงเครียด หุ้นที่เฮดจ์ฟันด์ถือซ้ำกันมากที่สุดมีความผันผวนสูงกว่าหุ้นที่ถือซ้ำน้อยที่สุดราว 10 จุดเปอร์เซ็นต์ และราคาร่วงลึกกว่าราว 4 จุดเปอร์เซ็นต์

หุ้นกู้ AI แย่งเงินตลาดพันธบัตร

ในไตรมาสแรกปี 2569 หุ้นกู้ระดับน่าลงทุนคิดเป็น 40% ของการออกตราสารหนี้ทั้งหมดในยูโรโซน สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ เมื่อถ่วงน้ำหนักด้วยอายุคงเหลือ GFSR ระบุว่าการออกหุ้นกู้ที่เกี่ยวกับ AI ปริมาณมากอาจแย่งความต้องการของนักลงทุนกับพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวในเอเชียส่วนใหญ่ปรับขึ้น 40–60 basis points ในปีนี้

Stress test ธนาคารโลก

การทดสอบภาวะวิกฤตธนาคารของ IMF ใช้ฉากทัศน์ที่หุ้นเทคร่วงแรงจากการประเมินผลิตภาพ AI ใหม่ ควบคู่กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นและระยะยาวพุ่งขึ้น 150 และ 300 basis points และอุปทานพลังงานหยุดชะงัก ผลพบว่าอัตราส่วนเงินกองทุน CET1 ของระบบธนาคารโลกลดลงราว 150 basis points เหลือราว 11.5% แต่ธนาคารที่จัดว่าอ่อนแอคิดเป็น 22% ของสินทรัพย์ธนาคารทั่วโลก เพิ่มจาก 18% ในการทดสอบปี 2568

รายงานเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียระบุว่าบางประเทศเริ่มเห็นสัญญาณคุณภาพสินเชื่ออ่อนแอลง และความเสี่ยงจะสูงขึ้นหากสินเชื่อกระจุกตัวในภาคเทค ซึ่งพึ่งพามูลค่าหุ้นสูงและนักลงทุนที่ใช้เลเวอเรจ

เสนอจำกัดเลเวอเรจ- ETF

IMF เสนอให้การจำกัดเลเวอเรจที่มากเกินควรในระบบนิเวศ AI เป็นลำดับความสำคัญ เช่น จำกัดสินเชื่อมาร์จิ้น จำกัดการขยายตัวของ ETF แบบทวีคูณ และควบคุมการใช้ออปชันระยะสั้น หน่วยงานกำกับควรประเมินความเสียหายทั้งระบบจากฐานะที่เกี่ยวกับ AI และหากความเปราะบางมีนัยสำคัญ ควรใช้เครื่องมืออย่างข้อกำหนดเงินกองทุนรายภาค เพดานการกระจุกตัว และกันชนเงินกองทุน ส่วนธนาคารควรทำ stress test รองรับกรณีแหล่งเงินทุนตึงตัว ค่าเงินผันผวน และราคาสินทรัพย์ร่วงแรง

คณะกรรมการบริหาร IMF ระบุว่าการประเมินแนวโน้ม AI ใหม่อาจทำให้การลงทุนลดลงอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การปรับฐานของตลาดหุ้นและภาวะการเงินตึงตัว ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงด้านบวก หากวัฏจักรเทคโนโลยียังรักษาแรงส่งได้ หรือ AI สร้างผลิตภาพได้เร็วกว่าที่คาด