
ปรับเกณฑ์ Free Float ดันเงินไหลเข้า BBL
หุ้น Free Float ต่ำเตรียมถูกปรับพอร์ตจากกองทุน Passive Fund หลังตลท.ทบทวนหลักเกณฑ์ มาตรการ และการคำนวณดัชนี โบรกชี้ระยะสั้นอาจผันผวน แต่ระยะยาวสะท้อนตลาดดีขึ้น คาดเม็ดเงินกองทุนเข้า BBL มากสุด และลด DELTA มากที่สุด
จากช่วงปลายปี 2563 ถึงปัจจุบัน ดัชนีหุ้นไทยยังคงผันผวนจากการซื้อขายหุ้นที่มีผู้ถือหุ้นรายย่อย(Free Float)ในระดับตํ่า เมื่อมีการซื้อขายที่ผิดปกติ ก็จะทำให้ดัชนีบิดเบือนตาม ไม่สะท้อนกับพื้นฐานที่แท้จริง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท. ) จึงเตรียมออกมาตรการดูแลนักลงทุนรายย่อยที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเพื่อให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยกลับมาอยู่ในสภาวะปกติ ตามสภาพตลาดและสถานการณ์ทั่วไป โดยจะทบทวนหลักเกณฑ์และมาตรการเกี่ยวกับหลักทรัพย์ที่มี Free Float ตํ่า เพิ่มเติมหลังจากได้ทบทวนล่าสุดในปี 2560 รวมถึงมีแนวคิดปรับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการคำนวณดัชนี จากเดิมที่ใช้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดในการคำนวณ (Full Market Capitalization) เป็นการใช้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ปรับด้วย Free Float (Free Float Adjusted Market Capitalization) เพื่อให้ดัชนีสามารถสะท้อนสภาพการณ์ตลาดได้ดีมากขึ้น และเป็นไปในแนวทางเดียวกับสากล
นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากตลท.ประกาศเตรียมทบทวนเกณฑ์เกี่ยวกับ Free Float รวมถึงการจัดทำดัชนีโดยใช้เกณฑ์ Free Float Adjusted Market Capitalization แทน Full Market Capitalization เพื่อให้สะท้อนสภาพการณ์ตลาดมากขึ้น และเป็นแนวทางเดียวกับสากลนั้น มองว่า หากเกณฑ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง แม้อาจทำให้ดัชนีหุ้นไทยผันผวนในระยะสั้นจากการปรับพอร์ตของกองทุน Passive Fund รวมถึงนักลงทุนเข้าไปแสวงหากำไรจากประเด็นดังกล่าว แต่ในระยะถัดไปทำให้ดัชนีหุ้นไทยสามารถสะท้อนสภาพตลาดได้ดีมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มองว่า ผลจากมาตรการจะทำให้หุ้นขนาดใหญ่ที่อยู่ใน SET50 หรือ SET100 ที่มี Free float ตํ่า ตลาดน่าจะจับตาดูเป็นพิเศษ คือ เดิมใช้เกณฑ์ในการคัดกรองหุ้นใน SET50-100 คือ มี Free Float ตํ่ากว่า 20% หากตลาดเพิ่มเกณฑ์ Free Float ในการคัดกรอง อาจทำให้หุ้นที่มี Free Float ตํ่าใกล้เคียงกับเกณฑ์เดิม มีโอกาสสูงถูกคัดออกจากดัชนีได้ อาทิ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (DELTA), บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC), บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) (AWC), บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) (VGI), บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (BPP), บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) และบริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) (ACE) จะได้รับผลกระทบเชิงลบ
ขณะเดียวกัน หากปรับเกณฑ์คำนวณดัชนีจาก Market Capitalization เป็น Free Float Adjusted Market Capitalization จะทำให้หุ้นที่มี Free Float น้อยมีผลต่อตลาดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกันจะมีกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์เช่นกัน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้และเสียประโยชน์จากพิจารณาจาก Free Float ของดัชนีหุ้นไทยล่าสุดอยู่ที่ 44% ซึ่งกลุ่มที่มี Free Float มากกว่าดัชนีหุ้นคือ BANK, CONS, CONMAT, AGRI, ICT, HELTH, PROP, TOURISM, INSURE และ PF&REIT ซึ่งการขยับของราคาหุ้นมีโอกาสผลักดันดัชนีมากขึ้น รวมถึงมีโอกาสได้แรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนจากกองทุน Passive Fund เพิ่มเติม ส่วนกลุ่มที่มี Free Float น้อยกว่า ได้แก่ COMM, ENERGY, FOOD, PETRO, FIN, TRANS, MEDIA, AUTO และ ETRON การเคลื่อนไหวของราคามีผลต่อดัชนีน้อยลง และมีโอกาสถูกกองทุน Passive Fund ลดสัดส่วนเงินลงทุน
นอกจากนั้น หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการที่มีนํ้าหนักต่อดัชนีเพิ่มขึ้นมากสุด จะมีโอกาสได้เม็ดเงินลงทุนจากกองทุน Passive Fund ในการปรับพอร์ตตามดัชนีเพิ่มขึ้นเยอะสุด คือ ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL)ที่มีนํ้าหนักต่อดัชนีเพิ่มขึ้นมากสุด โดยส่งผลต่อดัชนีเพิ่มขึ้น 1.7% หรือ ทุกๆ 1% ที่ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อดัชนีเพิ่มขึ้นเป็น 0.47 จุด และกองทุน Passive Fund มีโอกาสเพิ่มเม็ดเงินลงทุนขึ้นถึง 125% ส่วนหุ้นที่เสียประโยชน์จากการที่มีนํ้าหนักต่อดัชนีลดลงมากสุด และมีโอกาสถูกลดเม็ดเงินลงทุนจากกองทุน Passive Fund เพื่อปรับพอร์ตตามดัชนี คือ DELTA มีนํ้าหนักต่อดัชนีลดลงมากสุด 2.2% และมีโอกาสถูกลดเม็ดเงินลงทุน 49%
ที่มา : หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,647 วันที่ 24 - 27 มกราคม พ.ศ. 2564
ข่าวที่เกี่ยวข้อง






