thansettakij
thansettakij
สหรัฐฯ งัดภาษีมาตรา 301 เล่นงานไทย 12.5% ทีดีอาร์ไอเตือนศึกใหญ่ยังไม่จบ

ภาษีสหรัฐฯ 12.5% ทีดีอาร์ไอเตือนศึกใหญ่ยังไม่จบ เสี่ยงสอบสวนรอบใหม่-ART

24 ก.ค. 69 | 10:27 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.ค. 69 | 10:35 น.

สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรา 301 เก็บภาษีนำเข้าไทย 12.5% ทีดีอาร์ไอชี้ ผลกระทบระยะแรกจำกัด เตือนความเสี่ยงสอบสวนกำลังการผลิตส่วนเกิน การเจรจา ART สงครามการค้าสหรัฐ-จีน อาจทำให้ภาษีไทยสูงขึ้น

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้ภาษีมาตรา 301 กับไทยในอัตรา 12.5% จากประเด็นแรงงานบังคับ แต่ผลกระทบในระยะแรกยังจำกัดเนื่องจากสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ยังได้รับการยกเว้น
  • ทีดีอาร์ไอเตือนว่าความเสี่ยงที่แท้จริงยังรออยู่ข้างหน้า คือการสอบสวนเรื่อง "กำลังการผลิตส่วนเกิน" ที่อาจนำไปสู่การขึ้นภาษีเพิ่มเติม โดยเชื่อมโยงกับการลงทุนของจีนในไทย
  • การเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) เป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ ซึ่งไทยต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการได้ลดภาษีกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอำนาจในการกำหนดนโยบาย

สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 301 กับ 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม 12.5% จากประเด็นแรงงานบังคับ แม้ภาระภาษีเฉลี่ยแท้จริงยังไม่ต่างจากเดิมมาก แต่ทีดีอาร์ไอเตือน "ความเสี่ยงที่แท้จริง" ยังอยู่ข้างหน้า ทั้งการสอบสวนกำลังการผลิตส่วนเกิน การเชื่อมโยงการลงทุนของจีน และการเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ที่อาจกำหนดอนาคตการค้าของไทยกับสหรัฐฯ

ไทยถูกเก็บภาษี 12.5% แต่ผลกระทบระยะแรกยังจำกัด

เมื่อเวลา 00.01 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐอเมริกา สหรัฐฯ ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 (Section 301) ของกฎหมายการค้าปี 1974 กับ 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างเป็นทางการ โดยประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% จากประเด็นการบังคับใช้แรงงาน

นายศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า แม้ไทยจะถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 12.5% แต่เมื่อคำนวณร่วมกับภาษีมาตรา 232 และสินค้าที่ยังคงได้รับการยกเว้น พบว่า อัตราภาษีเฉลี่ยแท้จริงที่ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญอยู่ที่ประมาณ 12% ซึ่งแทบไม่แตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบัน

นายศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

เช่นเดียวกับเวียดนามที่ภาระภาษีเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียกลับมีภาระภาษีลดลง หลังทั้งสองประเทศสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ ได้ก่อน

สำหรับไทย สินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 41% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในปี 2567 ยังคงได้รับการยกเว้นจากภาษีมาตรา 301 และมาตรา 232 จึงทำให้ผลกระทบในระยะแรกยังอยู่ในวงจำกัด

สัดส่วนมูลค่าสินค้านำเข้าของสหรัฐจากประเทศอาเซียนที่จะได้รับยกเว้นภาษี ม.301 ในประเด็นแรงงานบังคับ

ความเสี่ยงรอบใหม่ "กำลังการผลิตส่วนเกิน" อาจดันภาษีไทยสูงกว่าเดิม

ทีดีอาร์ไอประเมินว่า มาตรการภาษีจากประเด็นแรงงานบังคับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของนโยบายภาษีสหรัฐฯ ยุค "ทรัมป์ 2.0" โดยประเด็นที่น่ากังวลมากกว่าคือ การสอบสวนภายใต้มาตรา 301 เรื่อง "กำลังการผลิตส่วนเกิน" (Structural Excess Capacity)

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 16 เขตเศรษฐกิจที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่อเนื่องหลายปี พร้อมจับตาอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยางพารา 

นอกจากนี้ USTR ยังเชื่อมโยงประเด็นดังกล่าวกับการลงทุนของบริษัทจีนในต่างประเทศ โดยยกกรณีบริษัท BYD ที่ตั้งฐานการผลิตในไทยและหลายประเทศในภูมิภาค ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าอาจเป็นช่องทางระบายกำลังการผลิตส่วนเกินของจีนเข้าสู่ตลาดโลก

หากผลการสอบสวนออกมาในเชิงลบ ไทยมีโอกาสเผชิญมาตรการภาษีเพิ่มเติม ส่งผลให้อัตราภาษีเฉลี่ยแท้จริงของสินค้าไทยปรับสูงขึ้นอีก และอาจมีการเปิดสอบสวนประเด็นใหม่ในอนาคต

ART ตัวแปรสำคัญ ไทยต้องชั่งน้ำหนักก่อนแลกภาษีต่ำ

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ การเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreements on Reciprocal Trade : ART) ซึ่งสหรัฐฯ ใช้เป็นเครื่องมือกำหนดเงื่อนไขทางการค้าแก่ประเทศคู่ค้า

แม้ชื่อจะเป็น "ข้อตกลง" แต่ในทางปฏิบัติกลับมีลักษณะเป็นข้อเรียกร้องจากสหรัฐฯ มากกว่า โดยครอบคลุมทั้งการเปิดตลาดสินค้าและบริการ การเพิ่มการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ การลงทุนในสหรัฐฯ ตลอดจนการกำหนดนโยบายด้านการค้าต่อประเทศที่สาม โดยเฉพาะจีน

ปัจจุบันสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลง ART แล้ว 9 ประเทศ ซึ่งในอาเซียนมีมาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา ส่วนไทยอยู่ระหว่างการหารือรายละเอียด

นายศุภณัฏฐ์เสนอว่า เป้าหมายของไทยไม่ควรเป็นเพียงการลดภาษีให้ต่ำที่สุด แต่ต้องชั่งน้ำหนักว่าการยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการ เกษตรกร ระบบสาธารณสุข และอำนาจในการกำหนดนโยบายของประเทศหรือไม่

เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ต่อรองสหรัฐฯ พร้อมกระจายความเสี่ยง

ทีดีอาร์ไอเสนอแนวทางสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

  • เจรจาลดภาษีโดยเสนอผลประโยชน์ร่วมให้สหรัฐฯ เช่น การใช้วัตถุดิบจากสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมไทย
  • ใช้การเปิดตลาดเป็นโอกาสปฏิรูปเศรษฐกิจและเพิ่มการแข่งขันในประเทศ พร้อมมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
  • สงวนจุดยืนในประเด็นที่กระทบประชาชน เช่น การคุ้มครองข้อมูลยา การนำเข้าเนื้อหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดง และมาตรฐานด้านสาธารณสุข
  • ร่วมมือแก้ปัญหาการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า แต่ต้องรักษาอิสระในการกำหนดนโยบายการค้าและการลงทุนของไทย

ขณะเดียวกัน ไทยควรผลักดันให้อาเซียนกำหนดจุดยืนร่วมในการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และผลักดันให้ใช้หลักเกณฑ์แหล่งกำเนิดสินค้าแบบภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Regional Content) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

ในระยะยาว ทีดีอาร์ไอเห็นว่า ไทยจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาทั้งสหรัฐฯ และจีน โดยเร่งทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป แคนาดา สหราชอาณาจักร และประเทศตะวันออกกลาง พร้อมทบทวนนโยบายส่งเสริมการลงทุน โดยลดการให้สิทธิประโยชน์แก่โครงการที่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศต่ำ และอาจทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมายของมาตรการทางการค้าจากสหรัฐฯ ในอนาคต