thansettakij
thansettakij
คลังชี้ภาษีสหรัฐ 12.5% ไม่สะเทือนไทย เรทเดียวกับเวียดนาม เร่งปิดดีลเจรจา

คลังชี้ภาษีสหรัฐ 12.5% ไม่สะเทือนไทย เรทเดียวกับเวียดนาม เร่งปิดดีลเจรจา

24 ก.ค. 69 | 06:02 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.ค. 69 | 06:14 น.

คลังประเมินภาษีสหรัฐ 12.5% ระยะสั้น ไม่สะเทือนไทย ชี้อัตราเดียวกันกับเวียดนาม กระทรวงพาณิชย์เร่งปิดดีลเจรจา เรียกเชื่อมั่นสินค้าสวมสิทธิ์ส่งออก

KEY

POINTS

  • กระทรวงการคลังประเมินว่าการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เป็น 12.5% จะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและจีดีพีของไทยมากนักในระยะนี้
  • อัตราภาษีดังกล่าวเป็นอัตราเดียวกับที่เวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญได้รับ ทำให้ไทยยังสามารถแข่งขันได้
  • กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้า พร้อมทั้งตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการสวมสิทธิ์ส่งออก (Transshipment)

เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป มาตรการภาษีสหรัฐ ได้มีผลบังคับใช้แล้ว ตามประกาศคำสั่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในบันทึกคำสั่ง (Presidential Memorandum) ให้สหรัฐดำเนินมาตรการภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้า ปี 1974 ด้วยการจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจาก 60 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งไทยได้รับอัตราภาษีอยู่ที่ 12.5%

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การปรับเพิ่มอัตราภาษีสหรัฐ ตามมาตรา 301 จากอัตราภาษี 10% เป็น 12.5% นั้น กระทรวงการคลังประเมินว่ามาตรการดังกล่าว ยังไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกและจีดีพีของไทยมากนักในระยะนี้ เนื่องจากเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับคู่แข่งอย่างเวียดนามซึ่งอยู่ที่ 12.5% เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีเกณฑ์การยกเว้นในบางกรณี

ขณะเดียวกัน ตอนนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งดำเนินการเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้า พร้อมกันนี้ ภาครัฐกำลังเร่งแก้ไขปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Over Capacity) และการสวมสิทธิ์ส่งออก (Transshipment) ที่ถูกเพ่งเล็งว่าไทยอาจเป็นเพียงทางผ่านของสินค้าโดยไม่ได้มีการผลิตจริง

"ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการผลิตของไทย ในเรื่องการสวมสิทธิ์ส่งออก“

สำหรับประมาณการณ์เศรษฐกิจไทย คาดการณ์ว่าปีนี้จะขยายตัวได้ 2.5% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าอยู่ระดับ 1.6% โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง

การลงทุนภาคเอกชนสัญญาณบวกพุ่ง ดันเศรษฐกิจฟื้นตัว 

สำหรับการลงทุนภาคเอกชนเป็นตัวแปรหลักในการปรับสมมติฐานเศรษฐกิจรอบนี้ โดยพบสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 และต่อเนื่องมายังไตรมาสที่ 2 ซึ่งดัชนีการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) 

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)

ทั้งนี้ พบว่ามีการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนมิถุนายน โดยเฉพาะเครื่องจักรที่ขยายตัวถึง 30.5% และสินค้าทุนโดยรวมขยายตัว 25% สะท้อนให้เห็นว่าภาคเอกชนกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อขยายการผลิตและการส่งออก

กองทุนโลกขานรับ เชื่อมั่นศักยภาพไทย 

ในด้านความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ ตัวแทนรัฐบาลไทยได้พบปะกับกองทุนระดับโลก เช่น BlackRock และ GIC (Government Investment Corporation of Singapore) ซึ่งบริหารจัดการเงินลงทุนจำนวนมหาศาล, โดยกองทุนเหล่านี้ระบุว่ามีมุมมองเชิงบวก (Positive Outlook) ต่อประเทศไทยมากขึ้น จากเดิมที่เคยให้น้ำหนักการลงทุนต่ำ (Underweight), ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นนี้คาดว่าจะส่งผลให้มีเงินทุนไหลกลับเข้ามาลงทุนในไทย ทั้งในรูปแบบการลงทุนโดยตรง (FDI) และการลงทุนในตลาดทุน

ปัจจัยเสี่ยงและมาตรการรองรับ 

แม้ภาพรวมจะเป็นบวก แต่ สศค. ยังคงประมาณการเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง (Conservative) โดยตั้งสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีไว้ที่ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อรองรับความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในทะเลแดงและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์อื่น ๆ

สำหรับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 2 แสนล้านบาทนั้น มองว่าเป็นเพียงมาตรการช่วยบรรเทาวิกฤตในช่วงที่ราคาสินค้าแพงแต่กำลังซื้อน้อย แต่เครื่องจักรหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจโตได้อย่างยั่งยืนคือการลงทุนและการส่งออก

นอกจากนี้ ภาครัฐยังเตรียมผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) และเร่งแก้ไขอุปสรรคทางธุรกิจผ่านการทำงานของ BOI เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการติดตามปัญหาความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจส่งผลถึงประชาชนอย่างทั่วถึง