
คลังชี้ภาษีสหรัฐ 12.5% ไม่สะเทือนไทย เรทเดียวกับเวียดนาม เร่งปิดดีลเจรจา
คลังประเมินภาษีสหรัฐ 12.5% ระยะสั้น ไม่สะเทือนไทย ชี้อัตราเดียวกันกับเวียดนาม กระทรวงพาณิชย์เร่งปิดดีลเจรจา เรียกเชื่อมั่นสินค้าสวมสิทธิ์ส่งออก
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังประเมินว่าการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เป็น 12.5% จะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและจีดีพีของไทยมากนักในระยะนี้
- อัตราภาษีดังกล่าวเป็นอัตราเดียวกับที่เวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญได้รับ ทำให้ไทยยังสามารถแข่งขันได้
- กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้า พร้อมทั้งตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการสวมสิทธิ์ส่งออก (Transshipment)
เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป มาตรการภาษีสหรัฐ ได้มีผลบังคับใช้แล้ว ตามประกาศคำสั่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในบันทึกคำสั่ง (Presidential Memorandum) ให้สหรัฐดำเนินมาตรการภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้า ปี 1974 ด้วยการจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจาก 60 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งไทยได้รับอัตราภาษีอยู่ที่ 12.5%
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การปรับเพิ่มอัตราภาษีสหรัฐ ตามมาตรา 301 จากอัตราภาษี 10% เป็น 12.5% นั้น กระทรวงการคลังประเมินว่ามาตรการดังกล่าว ยังไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกและจีดีพีของไทยมากนักในระยะนี้ เนื่องจากเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับคู่แข่งอย่างเวียดนามซึ่งอยู่ที่ 12.5% เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีเกณฑ์การยกเว้นในบางกรณี
ขณะเดียวกัน ตอนนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งดำเนินการเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้า พร้อมกันนี้ ภาครัฐกำลังเร่งแก้ไขปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Over Capacity) และการสวมสิทธิ์ส่งออก (Transshipment) ที่ถูกเพ่งเล็งว่าไทยอาจเป็นเพียงทางผ่านของสินค้าโดยไม่ได้มีการผลิตจริง
"ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการผลิตของไทย ในเรื่องการสวมสิทธิ์ส่งออก“
สำหรับประมาณการณ์เศรษฐกิจไทย คาดการณ์ว่าปีนี้จะขยายตัวได้ 2.5% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าอยู่ระดับ 1.6% โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง
การลงทุนภาคเอกชนสัญญาณบวกพุ่ง ดันเศรษฐกิจฟื้นตัว
สำหรับการลงทุนภาคเอกชนเป็นตัวแปรหลักในการปรับสมมติฐานเศรษฐกิจรอบนี้ โดยพบสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 และต่อเนื่องมายังไตรมาสที่ 2 ซึ่งดัชนีการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
ทั้งนี้ พบว่ามีการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนมิถุนายน โดยเฉพาะเครื่องจักรที่ขยายตัวถึง 30.5% และสินค้าทุนโดยรวมขยายตัว 25% สะท้อนให้เห็นว่าภาคเอกชนกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อขยายการผลิตและการส่งออก
กองทุนโลกขานรับ เชื่อมั่นศักยภาพไทย
ในด้านความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ ตัวแทนรัฐบาลไทยได้พบปะกับกองทุนระดับโลก เช่น BlackRock และ GIC (Government Investment Corporation of Singapore) ซึ่งบริหารจัดการเงินลงทุนจำนวนมหาศาล, โดยกองทุนเหล่านี้ระบุว่ามีมุมมองเชิงบวก (Positive Outlook) ต่อประเทศไทยมากขึ้น จากเดิมที่เคยให้น้ำหนักการลงทุนต่ำ (Underweight), ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นนี้คาดว่าจะส่งผลให้มีเงินทุนไหลกลับเข้ามาลงทุนในไทย ทั้งในรูปแบบการลงทุนโดยตรง (FDI) และการลงทุนในตลาดทุน
ปัจจัยเสี่ยงและมาตรการรองรับ
แม้ภาพรวมจะเป็นบวก แต่ สศค. ยังคงประมาณการเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง (Conservative) โดยตั้งสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีไว้ที่ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อรองรับความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในทะเลแดงและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์อื่น ๆ
สำหรับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 2 แสนล้านบาทนั้น มองว่าเป็นเพียงมาตรการช่วยบรรเทาวิกฤตในช่วงที่ราคาสินค้าแพงแต่กำลังซื้อน้อย แต่เครื่องจักรหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจโตได้อย่างยั่งยืนคือการลงทุนและการส่งออก
นอกจากนี้ ภาครัฐยังเตรียมผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) และเร่งแก้ไขอุปสรรคทางธุรกิจผ่านการทำงานของ BOI เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการติดตามปัญหาความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจส่งผลถึงประชาชนอย่างทั่วถึง







