
'เอกนิติ' ชู 5 เกมเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย ปลุกประเทศสู่ Second Take Off
'เอกนิติ' ชู Thailand Next Economy รับมือ 5 ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก เร่งรักษาวินัยการคลัง ช่วยเหลือประชาชนตรงเป้า ใช้ AI เพิ่มรายได้รายย่อย พัฒนาคนไทย ปลุกเศรษฐกิจไทยสู่ Second Take Off
KEY
POINTS
- เสนอ 5 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเพื่อรับมือความผันผวนของโลกและนำพาประเทศสู่การเติบโตรอบใหม่ (Second Take Off)
- เน้นการรักษาวินัยการคลัง การช่วยเหลือประชาชนแบบตรงเป้า และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
- ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย และเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงความต้องการ
- ตั้งเป้าเปลี่ยนความเชื่อมั่นจากการเป็นเจ้าภาพเวทีประชุมระดับโลกให้เป็นการลงทุนและการจ้างงานที่เป็นรูปธรรม
“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง ชูยุทธศาสตร์ Thailand Next Economy รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน 5 ความเสี่ยง ย้ำไทยต้องอุดรอยรั่วเศรษฐกิจ รักษาวินัยการคลัง ช่วยเหลือประชาชนแบบตรงเป้าควบคู่เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด ใช้ AI เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย และพัฒนาทักษะแรงงาน หวังต่อยอดความเชื่อมั่นจากเวที IMF-World Bank สู่การลงทุนจริง ปลุกเศรษฐกิจไทยสู่ Second Take Off
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand Next Economy : อนาคตเศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนาใหญ่และ CEO Econmass Awards 2026 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดยระบุว่า การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านการจัดงานระดับนานาชาติ การนำเสนอแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญหลังจากนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ แต่ต้องเปลี่ยนความเชื่อมั่นดังกล่าวให้เป็นการลงทุน การจ้างงาน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพเวทีโลกนำเสนอศักยภาพของไทย ทั้งหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน
ชี้ 5 ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ไทยต้องเร่งตั้งรับ
ดร.เอกนิติกล่าวว่า การประชุม IMF-World Bank และเวทีรัฐมนตรีคลังเอเปคสะท้อนความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลก 5 ประการ ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับสูง การถูกตลาดลงโทษหากขาดวินัยการคลัง การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความรุนแรงของปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ
ความเสี่ยงเหล่านี้เปรียบเสมือนคลื่นลมที่ประเทศต้องเผชิญ โดยเฉพาะประเทศขนาดเล็กอย่างไทยที่ต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านการเงิน การคลัง และโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งนี้ วินัยการคลังถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดและลดต้นทุนการกู้ยืมของประเทศ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคเอกชน
การดำเนินนโยบายการคลังอย่างมีความรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งจำเป็น ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายประเทศเผชิญแรงกดดันจากภาระหนี้และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยต้องบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่สร้างภาระทางการคลังเกินความจำเป็น
อุดรอยรั่วเศรษฐกิจ ใช้เงินตรงเป้า ช่วยกลุ่มเปราะบาง
สำหรับแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ดร.เอกนิติ ระบุว่า ประเทศไทยต้องเร่งอุดรอยรั่วจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมา ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง และใช้นโยบายช่วยเหลือประชาชนแบบตรงเป้าหมาย (Targeted Policy) แทนการกระจายทรัพยากรอย่างทั่วถึงโดยไม่คำนึงถึงความจำเป็น
รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจมากกว่ากลุ่มอื่น โดยโครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นตัวอย่างของการจัดสรรความช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ พร้อมสร้างผลต่อเนื่องผ่านการเพิ่มทักษะและขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ
เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการประคองกำลังซื้อในระยะสั้น แต่ต้องช่วยให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ในระยะยาว โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยให้ปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจยุคใหม่
ดัน AI ช่วยร้านค้ารายย่อย สร้างโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านแนวคิด “Small AI Better Jobs” ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีขนาดเล็กและเข้าถึงง่ายเพื่อเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพงาน แทนการลงทุนในระบบขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนสูง
ดร.เอกนิติยกตัวอย่างโครงการ “นกกระซิบ” ที่นำ AI มาช่วยพ่อค้าแม่ค้าในตลาดวิเคราะห์ยอดขายและความต้องการสินค้า เพื่อวางแผนการเตรียมวัตถุดิบและสินค้าให้เหมาะสม ลดปัญหาของเหลือและการขาดทุนจากการบริหารจัดการที่ไม่มีข้อมูล
นอกจากนี้ ข้อมูลรายได้จากการค้าขายที่รวบรวมอย่างเป็นระบบยังช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีหลักฐานประกอบการพิจารณาสินเชื่อ แม้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือเอกสารรายได้แบบที่สถาบันการเงินต้องการในอดีต โดยธนาคารโลกให้ความสนใจแนวทางดังกล่าวและมีโอกาสนำไปเป็นต้นแบบขยายผลในระดับนานาชาติ
เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ชูโซลาร์รูฟท็อปสร้างรายได้ระยะยาว
ด้านพลังงาน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเร่งด่วน (Transition Now) เนื่องจากประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนสูง เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อทั้งต้นทุนการผลิต ภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
แนวทางที่รัฐบาลเตรียมผลักดันคือการสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเปลี่ยนสถานะจากผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าสะอาด และสามารถขายไฟฟ้าคืนให้กับการไฟฟ้าได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สร้างโอกาสในการมีรายได้ระยะยาว
สำหรับประชาชนที่ขาดเงินทุน รัฐบาลมีแนวคิดให้สถาบันการเงินของรัฐเข้ามาสนับสนุนสินเชื่อ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการลงทุน พร้อมปรับปรุงระบบสายส่งและมิเตอร์ไฟฟ้าให้รองรับการผลิตไฟฟ้าจากภาคครัวเรือนมากขึ้น
มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เปิดโอกาสให้ประชาชนสร้างรายได้ และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดของประเทศในระยะยาว
เร่งลงทุนพัฒนาคน ดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าไทย
ดร.เอกนิติกล่าวว่า การลงทุนเพื่ออนาคตที่สำคัญที่สุดคือการลงทุนในคนไทย โดยต้องเร่งพัฒนาทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้น หลังประเทศไทยแสดงศักยภาพบนเวทีโลก
รัฐบาลเดินหน้าสร้างความสะดวกในการลงทุนผ่านโครงการ Thailand Fast Pass และ BOI Fast Pass เพื่อเร่งกระบวนการอนุมัติและลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงเชื่อมโยงภาคการศึกษากับภาคเอกชนผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
ตัวอย่างหนึ่งคือการลงทุนโรงงานอาหารสัตว์เลี้ยงสมัยใหม่มูลค่า 23,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถเดินหน้าเปิดโรงงานได้ภายใน 6 เดือน สะท้อนให้เห็นว่าความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกระบวนการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ
ปลุกเศรษฐกิจไทยสู่ Second Take Off
ดร.เอกนิติทิ้งท้ายว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และธนาคารโลกในปี 2534 เปรียบเสมือน First Take Off หรือการเริ่มต้นทะยานขึ้นสู่เวทีเศรษฐกิจโลก ขณะที่การกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในปี 2569 คือโอกาสสำคัญที่จะผลักดันประเทศไทยสู่ Second Take Off
หัวใจสำคัญคือการต่อยอดความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ผ่านการรักษาวินัยการคลัง การช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด การเปลี่ยนผ่านพลังงาน การประยุกต์ใช้ AI และการพัฒนาทักษะคนไทย
การสร้างอนาคตเศรษฐกิจไทยจึงไม่อาจอาศัยเพียงความสำเร็จจากการจัดงานระดับโลก แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อเปลี่ยนโอกาสที่เกิดขึ้นให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว







