
‘เอกนิติ’ สรุป IMF-WB 2026 ไทยขึ้นแท่น Trusted Connector
‘เอกนิติ’ สรุป IMF-World Bank 2026 ชูบทบาทผู้เชื่อมโยงความร่วมมือท่ามกลางโลกแตกขั้ว ลุยต่อ APEC-WEF Davos ดันลงทุนต่อ GDP แตะ 30% เพิ่มศักยภาพเติบโตเกิน 3%
KEY
POINTS
- ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-WB 2026 และได้รับการยอมรับในบทบาท "Trusted Connector" หรือผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจในเวทีโลก
- ผลลัพธ์สำคัญจากการประชุมคือการจัดทำ "Bangkok Blueprint" ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือกับ IMF เพื่อรับมือภัยหลอกลวงทางการเงินและสแกมเมอร์ข้ามพรมแดน
- ไทยจะต่อยอดความสำเร็จเพื่อดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวกับ AI และเดินหน้าสร้างความร่วมมือต่อในเวที APEC และ World Economic Forum ที่ดาวอส
- รัฐบาลตั้งเป้าหมายร่วมกับภาคเอกชนเพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตเกิน 3% และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ให้เป็น 30% เพื่อสร้างศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในเวที Bangkok Dialogue Notes ในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank Group Annual Meetings 2026) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ว่า การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายประเทศ ทั้งผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานภาครัฐ ธนาคารกลาง และภาคเอกชน รวมเกือบ 20,000 คน โดยสิ่งที่ไทยได้รับไม่ใช่เพียงการจัดงานระดับนานาชาติได้สำเร็จ แต่ยังเป็นโอกาสในการแสดงบทบาทกำหนดวาระเศรษฐกิจโลก และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ
นายเอกนิติระบุว่า ผลลัพธ์สำคัญมี 3 ด้าน ได้แก่ การได้รับการยอมรับในระดับสากล (Global Recognition) จากความสามารถในการเป็นเจ้าภาพการประชุมขนาดใหญ่ การมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกร่วมกับ IMF และธนาคารโลก และการแสดงบทบาทประเทศไทยในฐานะ “Trusted Connector” หรือผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความแตกแยกและความไม่แน่นอนสูง
เปิด 5 ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก เร่งสร้างภูมิคุ้มกัน
นายเอกนิติกล่าวว่า จากการหารือในเวทีต่าง ๆ ตลอดการประชุม พบความเสี่ยงสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ ต้องร่วมกันรับมือ ทั้งความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ การเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูง ต้นทุนดอกเบี้ยและการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นจากความกังวลด้านการคลัง ตลอดจนความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สำหรับประเทศไทย ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาวินัยทางการคลัง โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศเผชิญต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น พร้อมเสนอให้การช่วยเหลือประชาชนจากปัญหาราคาพลังงานเป็นมาตรการแบบเจาะจงกลุ่มเปราะบาง แทนการอุดหนุนแบบครอบคลุมทุกกลุ่ม เนื่องจากภาครัฐมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด ควบคู่กับการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน
ด้าน AI ไทยมองว่าความเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศ โดยมีการลงทุนในกลุ่มโฟโตนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์สำหรับหน่วยควบคุมพลังงาน เซนเซอร์ และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI อย่างไรก็ตาม การดึงดูดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ต้องถ่ายทอดความรู้และพัฒนาขีดความสามารถของคนไทย พร้อมเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยและผู้ประกอบการ SMEs ในท้องถิ่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานด้วย
ขณะเดียวกัน ไทยได้แบ่งปันประสบการณ์การใช้ AI ขนาดเล็ก หรือ Small AI ผ่านแอปพลิเคชันอย่าง “นกกระซิบ” เพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการรายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย บริหารต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ และใช้ข้อมูลธุรกรรมเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบ
ชู Bangkok Blueprint รับมือสแกมเมอร์ข้ามพรมแดน
อีกหนึ่งผลลัพธ์สำคัญคือ “Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” ซึ่งจัดทำร่วมกันโดยธนาคารแห่งประเทศไทย IMF และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือภัยหลอกลวงทางการเงินและสแกมเมอร์ที่มีลักษณะข้ามพรมแดน
นายเอกนิติกล่าวว่า ปัญหาสแกมเมอร์ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในประเทศ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยนำประสบการณ์ของไทยมาพัฒนาเป็นกรอบการทำงานที่ประเทศอื่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อปกป้องประชาชนจากกลโกงทางการเงินได้
สำหรับการสร้างบทบาท Trusted Connector ไทยยืนยันแนวทางเปิดกว้าง ยึดกฎกติการะหว่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นผ่านการลงมือทำจริง โดยมองว่าความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันและรักษาคำมั่นที่ให้ไว้ พร้อมต่อยอดเครือข่ายที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุมให้เป็นความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเงินในระยะยาว
เดินหน้าต่อยอด APEC สู่ Davos ดึงนักลงทุนทั่วโลก
สำหรับทิศทางหลังการประชุม IMF-World Bank นายเอกนิติระบุว่า ขั้นต่อไปจะเดินหน้าต่อยอดความร่วมมือบนเวทีระหว่างประเทศ โดยมีกำหนดเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปค (APEC) ที่ฮ่องกง และในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า จะนำคณะผู้แทนไทยทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในนามทีมประเทศไทย
นอกจากนี้ ไทยยังร่วมกับ WEF ริเริ่มกิจกรรม “Road from Bangkok to Davos” เชิญผู้นำธุรกิจชั้นนำของไทยไปพบปะกับนักลงทุนระดับโลก โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF เข้าร่วมตามที่นายเอกนิติกล่าวถึง เพื่อสร้างความสนใจต่อประเทศไทยและเพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุน
นายเอกนิติย้ำว่า การสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศมีความสำคัญไม่แพ้การสร้างเครือข่ายในต่างประเทศ โดยรัฐบาลต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยทางการคลัง ควบคู่กับการเร่งเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โครงข่ายไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และทุนมนุษย์ เพื่อเตรียมเศรษฐกิจไทยให้พร้อมสำหรับการเติบโตรอบใหม่อย่างยั่งยืน
ตั้งเป้าเศรษฐกิจโตเกิน 3% ดันลงทุนต่อ GDP แตะ 30%
ด้านการผลักดันวาระเศรษฐกิจจากเวทีโลกให้เกิดผลในประเทศ นายเอกนิติระบุว่า รัฐบาลไม่สามารถขับเคลื่อนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และนายเอกนิติเป็นรองประธาน เพื่อกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จร่วมกัน (Joint KPIs) จำนวน 3 ด้าน
เพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงกว่า 3%
เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP จากปัจจุบันประมาณ 22% เป็น 30% เพื่อสร้างรายได้และศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยตั้งเป้าให้ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของไทยติดอันดับ 20 อันดับแรกของโลก
นายเอกนิติกล่าวว่า การบริโภคเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการสร้างรายได้ในอนาคต ขณะที่การลงทุนจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและสร้างความสามารถในการเติบโตของประเทศ จึงต้องกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน พร้อมติดตามผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง
ดันการค้าอาเซียน เชื่อม Digital ID ข้ามพรมแดน
ในระดับภูมิภาค ไทยยังเตรียมผลักดันความร่วมมืออาเซียน โดยนายเอกนิติระบุว่า การค้าภายในอาเซียนมีสัดส่วนเพียง 22% ต่ำกว่าสหภาพยุโรปที่มากกว่า 60% จึงควรกำหนดตัวชี้วัดร่วมเพื่อเพิ่มการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัล
แนวทางสำคัญคือการต่อยอดกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ด้วยการเชื่อมโยงระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล (Digital ID) ระหว่างประเทศ เพื่อให้การค้าและธุรกรรมดิจิทัลข้ามพรมแดนทำได้สะดวกขึ้น รวมถึงสนับสนุนการลงทุนข้ามประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจไทยที่มีศักยภาพ เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค
นอกจากนี้ ไทยได้หารือกับสิงคโปร์เพื่อผลักดันแผนงานความร่วมมือแบบหลายปี (Multi-year Programs) พร้อมกำหนด KPI ที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานต่อเนื่องแม้มีการเปลี่ยนประธาน และช่วยเปลี่ยนการหารือระดับภูมิภาคให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้
“แม้โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนและความแตกแยก แต่ประเทศต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนความหลากหลายให้เป็นความเข้มแข็งได้ผ่านการเปิดกว้าง การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน และความไว้วางใจ โดยหัวใจของการพัฒนาในระยะยาวยังคงอยู่ที่ประชาชน ชุมชน และท้องถิ่น ซึ่งต้องได้รับโอกาสและมีส่วนร่วมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง”







