
'เอกนิติ'ชงครม.สัญจร โซลาร์ครัวเรือน 1 ล้านหลัง อุดหนุนรายละ 5 หมื่นบาท
'เอกนิติ'เตรียมชง ครม.สัญจร โครงการโซลาร์ครัวเรือน 1 ล้านหลัง อุดหนุนรายละ 5 หมื่นบาท ใช้สินเชื่อแบงก์รัฐติดตั้ง ขายไฟคืน 20 ปี คาดเหลือเงิน 500-1,000 บาทต่อเดือน
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมเสนอโครงการโซลาร์ภาคครัวเรือนเฟสแรก 1 ล้านหลัง โดยอุดหนุนเงินสนับสนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือน
- เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้คืนให้ภาครัฐเป็นระยะเวลา 20 ปี เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม
- มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารรัฐรองรับค่าติดตั้ง ทำให้ไม่ต้องจ่ายเงินก้อน โดยคาดว่าหลังหักค่างวดจะเหลือเงิน 500-1,000 บาทต่อเดือน
- โครงการมีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า สร้างรายได้ให้ครัวเรือน และลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าของประเทศ
“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง เตรียมเสนอ ครม. เดินหน้าโครงการโซลาร์ครัวเรือน เฟสแรก 1 ล้านครัวเรือน สนับสนุนรายละ 50,000 บาท เปิดทางติดโซลาร์รูฟท็อปและขายไฟส่วนเกินคืนรัฐนาน 20 ปี ใช้สินเชื่อแบงก์รัฐช่วยลงทุนโดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อนล่วงหน้า คาดหลังหักค่างวดเหลือเงิน 500-1,000 บาทต่อเดือน พร้อมลงทุน Smart Meter และ Smart Grid รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยถึงแผนเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาลว่า เตรียมนำโครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) สัญจร ที่จ.อุดรธานี เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน และเปิดโอกาสให้ครัวเรือนเปลี่ยนจากผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีแต่รายจ่าย มาเป็นผู้ผลิตและขายไฟฟ้าเพื่อสร้างรายได้ในระยะยาว
ดร.เอกนิติกล่าวว่า ความจำเป็นของโครงการมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก ขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง คิดเป็นเกือบ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทำให้เมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนเศรษฐกิจและดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ
ดร.เอกนิติระบุว่า ทางออกหนึ่งที่สามารถเร่งดำเนินการได้ คือการหันมาใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตได้ภายในประเทศ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าและเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
เปิดเฟสแรก 1 ล้านครัวเรือน อุดหนุนรายละ 5 หมื่นบาท
สำหรับรายละเอียดโครงการ รัฐบาลตั้งเป้าหมายระยะแรกไว้ที่ 1 ล้านครัวเรือน ภายใต้กรอบงบประมาณประมาณ 50,000 ล้านบาท โดยเตรียมสนับสนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท เพื่อส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งรูปแบบโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาบ้าน และการติดตั้งบนพื้นดินสำหรับบ้านที่มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างหลังคา
หัวใจสำคัญของโครงการคือการเปิดโอกาสให้ประชาชนขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้ภาครัฐตามสัญญาระยะเวลา 20 ปี เปลี่ยนระบบโซลาร์จากการช่วยประหยัดค่าไฟเพียงอย่างเดียว ให้เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างรายได้ของครัวเรือน
ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมประสานธนาคารของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้ามาสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านเงินทุน โดยประชาชนไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินก้อนเพื่อติดตั้งระบบตั้งแต่ต้น
คาดขายไฟแล้วเหลือเงิน 500-1,000 บาทต่อเดือน
ดร.เอกนิติกล่าวว่า จากการคำนวณเบื้องต้นโดยอิงการได้รับแสงแดดเฉลี่ยประมาณวันละ 4 ชั่วโมง รายได้จากการขายไฟฟ้าจะนำมาใช้ผ่อนชำระสินเชื่อ ขณะที่หลังหักค่างวดแล้ว คาดว่าจะเหลือเงินประมาณ 500-1,000 บาทต่อเดือน นอกเหนือจากประโยชน์ด้านการลดค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน
โครงการนี้จึงมุ่งสร้างประโยชน์ให้ประชาชน 3 ด้าน ได้แก่
- ลดภาระค่าไฟฟ้า
- สร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกิน
- เพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในประเทศ
โดยอุปกรณ์โซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์จะเป็นสินทรัพย์ของประชาชน และเมื่อชำระสินเชื่อครบถ้วนแล้ว กรรมสิทธิ์จะเป็นของประชาชนตามเงื่อนไขโครงการ
สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ เบื้องต้นรองรับ 1 ล้านครัวเรือน โดยชื่อผู้ลงทะเบียนต้องตรงกับชื่อผู้ใช้ไฟฟ้าในมิเตอร์ ทั้งนี้ ไม่มีการกำหนดปริมาณการใช้ไฟฟ้าขั้นต่ำ และหากมีความต้องการเข้าร่วมเกินกว่าเป้าหมายระยะแรก รัฐบาลพร้อมพิจารณาขยายโครงการเพิ่มเติม
นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีโอกาสเข้าร่วมโครงการ โดยสามารถใช้พื้นที่เกษตรหรือพื้นที่อยู่อาศัยติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้า และขอรับการสนับสนุนทางการเงินผ่าน ธ.ก.ส. ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ทุ่มลงทุน Smart Meter-Smart Grid วางระบบรับซื้อไฟคืน
อีกส่วนสำคัญคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าจากภาคครัวเรือนและการขายไฟฟ้าคืนเข้าสู่ระบบ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
รัฐบาลเตรียมผลักดันการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเดิมเป็น Smart Meter และพัฒนาระบบ Smart Grid เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการไฟฟ้า โดยประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนมิเตอร์ เนื่องจากการไฟฟ้าจะเป็นผู้ดำเนินการ
สำหรับงบประมาณที่ใช้ในโครงการโซลาร์เซลล์ครัวเรือน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน Smart Meter และ Smart Grid คาดว่าจะอยู่ที่ไม่เกิน 100,000 ล้านบาท
เตรียมเปิดลงทะเบียนผ่าน One Stop Service
ดร.เอกนิติกล่าวว่า หลังครม.มีมติอนุมัติโครงการในวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้เปิดโครงการด้วยตนเอง และมีแผนเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนในวันอังคาร ผ่านระบบ One Stop Service ที่ประสานการทำงานระหว่างกระทรวงมหาดไทย หน่วยงานการไฟฟ้า และธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งผ่านแอปพลิเคชัAdvertorials นและช่องทางอื่น ๆ
โครงการโซลาร์ครัวเรือนเป็นส่วนหนึ่งของแผนเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยรัฐบาลมุ่งให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานสะอาด ลดค่าใช้จ่าย และสร้างรายได้เพิ่มเติม ขณะเดียวกันยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว







