thansettakij
thansettakij
รองนายกฯ เอกนิติ

เอกนิติ กางผลสำเร็จ IMF-World Bank 2026 ดีล 50 ประเทศต่อยอดศก.-ปฏิรูปการคลัง

17 ต.ค. 69 | 11:33 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ต.ค. 69 | 11:39 น.

รองนายกฯ 'เอกนิติ' กางผลสำเร็จเวทีการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ดันดีล 50 ชาติ ผนึกเวิลด์แบงก์-ADB อุ้มน้ำท่วมเจ้าพระยา-ป่าสัก ยันวินัยคลังเหนียวหนี้ 60% พ่วงปฏิรูปการคลัง

KEY

POINTS

  • ไทยประสบความสำเร็จในการเจรจาทวิภาคีกว่า 50 ประเทศ ต่อยอดความร่วมมือด้านเทคโนโลยี (Small AI กับอินเดีย) การลงทุน (ภาษีซ้อนกับนอร์เวย์) และการผลักดันสู่ศูนย์กลางทางการเงิน (ร่วมมือกับลักเซมเบิร์ก)
  • รัฐบาลได้หารือกับธนาคารโลกและ ADB เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบบริหารจัดการน้ำและเตือนภัยพิบัติ และการพัฒนาโรงพยาบาลเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
  • กระทรวงการคลังเตรียมปฏิรูปโครงสร้างการคลัง โดยมุ่งลดรายจ่ายซ้ำซ้อน พร้อมนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพและขยายฐานการจัดเก็บภาษีให้ครอบคลุมผู้ประกอบการต่างชาติ

17 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์ประชุมฯสิริกิติ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจบการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ว่า รัฐบาลพร้อมเร่งนำผลการหารือเชิงนโยบายและบทเรียนทางการเงินระดับโลกมาสู่การปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป

ดีลเศรษฐกิจ-การเงินการคลัง 50 เวที

ตลอดการประชุมหลายวันที่ผ่านมาได้เข้าหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารของประเทศต่าง ๆ กว่า 50 การประชุม เช่น ในการหารือกับประเทศอินเดีย ได้แลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยฝ่ายไทยได้เสนอโมเดล Small AI ผ่านโครงการนกกระซิบ ที่ช่วยผู้ค้ารายย่อยบันทึกยอดขายและเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ขณะที่ไทยสนใจนำเทคโนโลยี Small AI ด้านการเกษตรของอินเดียมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยคำนวณช่วงเวลาเพาะปลูกและใส่ปุ๋ยแก่เกษตรกรไทย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมุ่งเน้นแนวคิด Small AI, Better Jobs เพื่อนำ AI มาเสริมศักยภาพแรงงานให้มีรายได้สูงขึ้นซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับที่ธนาคารโลกสนับสนุน

สำหรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลได้หารือร่วมกับธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ในการวางระบบบริหารจัดการน้ำและระบบเตือนภัยพิบัติลุ่มน้ำเจ้าพระยาและป่าสัก เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอและลดภาระงบประมาณเยียวยาในระยะยาว โดยธนาคารโลกพร้อมสนับสนุนเงินทุนในการศึกษาโครงการ นอกจากนี้ ยังได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับ ADB ในการสนับสนุนงบประมาณพัฒนาโรงพยาบาลเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ และการยกระดับสู่โรงพยาบาลสีเขียว (Green Hospital)

ขณะเดียวกันยังมีความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านภาษี โดยไทยได้ลงนามอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Taxation Agreement) กับประเทศนอร์เวย์ เพื่อลดการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรมใช้เป็นประตูเชื่อมโยงการค้าการลงทุุนสู่ยุโร พร้อมทั้งจับมือกับประเทศลักเซมเบิร์กเพื่อนำความเชี่ยวชาญมาพัฒนาระบบตลาดเงินตลาดทุน ยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) รวมถึงริเริ่มข้อเสนอจัดประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อาเซียน-ยุโรป (ASEAN-Europe Finance Ministers Meeting) เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจสองภูมิภาคเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน 

"หลายประเด็นจะมีการทำงานร่วมกันกับคณะทำงานทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อเชื่อมโยงไปสู่การประชุม World Economic Forum หรือ WEF ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ในช่วงต้นปีหน้าต่อไป" นายเอกนิติ ระบุ

เตรียมปฏิรูปโครงสร้างการคลัง

ส่วนกรณีของการรักษาเสถียรภาพการคลัง และการเพิ่มพื้นที่ทางการคลังนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า แม้ IMF จะเตือนทั่วโลกให้ระมัดระวังเรื่องภาระหนี้สาธารณะซึ่งหลายประเทศในซีกโลกตะวันตกพุ่งสูงเกือบ 100% ต่อ GDP แล้ว แต่ในส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทยยังคงอยู่ที่ระดับ 60% ต่อ GDP ซึ่งมาจากการที่ไทยยึดมั่นในวินัยทางการคลังอย่างเข้มงวด ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติต่างมีความเชื่อมั่น และทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปีของไทยอยู่ที่ประมาณ 2% ซึ่งต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาที่สูงเกิน 5%

ทั้งนี้กระทรวงการคลังเตรียมปฏิรูปโครงสร้างการคลังโดยเร่งลดรายจ่ายประจำที่ซ้ำซ้อน ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี พร้อมขยายฐานภาษีเข้าสู่ระบบเพื่อดึงผู้ที่อยู่นอกระบบเข้ามา และดำเนินการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการต่างชาติหรือแพลตฟอร์ม e-Commerce ที่เข้ามาทำตลาดในไทย เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการไทย 

รองนายกฯ กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนคนไทย สื่อมวลชน และทีมงานทุกคนในฐานะตัวแทนประเทศ ที่ร่วมมือร่วมใจกันเป็นเจ้าภาพที่ดีในการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมเกือบ 20,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จนได้รับคำชมและคำขอบคุณอย่างท่วมท้นจากผู้นำทั่วโลก 

สิ่งนี้ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพอันยอดเยี่ยมของคนไทยในการจัดงานระดับโอลิมปิกทางการเงินได้อย่างดีเยี่ยม ตลอดจนการร่วมมือกันนำเสนอเอกลักษณ์ทั้งวัฒนธรรม อาหาร มวยไทย และสินค้าชุมชนกว่า 30 แห่งจนโด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งพลังความร่วมมือของคนไทยทุกคนในครั้งนี้ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยทำให้ประเทศไทยกลับเข้ามาอยู่ภายใต้สปอตไลท์และกลับมายืนบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม