thansettakij
thansettakij
‘เอกนิติ’ ชะลอเก็บภาษีเดินทางนอกประเทศ ชี้หวั่นกระทบท่องเที่ยวไทย

‘เอกนิติ’ ชะลอเก็บภาษีเดินทางนอกประเทศ ชี้หวั่นกระทบท่องเที่ยวไทย

22 ต.ค. 69 | 11:08 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ต.ค. 69 | 11:08 น.

'เอกนิติ' ชะลอพิจารณาภาษีเดินทางออกนอกประเทศ หวังรักษาแรงส่งท่องเที่ยวไทยหลังประชุม IMF-World Bank เผยขาดดุลการคลังลดเหลือ 3.4% ของจีดีพี เตรียมทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง

KEY

POINTS

  • กระทรวงการคลังประกาศชะลอการเก็บภาษีการเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อรักษาบรรยากาศการท่องเที่ยวของไทยให้ต่อเนื่อง
  • การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างภาระเพิ่มเติมแก่ผู้เดินทางและสายการบิน ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
  • ปัจจัยสนับสนุนการชะลอมาตรการคือสถานะการคลังของประเทศที่ดีขึ้น โดยการขาดดุลงบประมาณลดลงเหลือ 3.4% ของจีดีพี

“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เผยยังไม่เดินหน้าเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศในช่วงนี้ หวังรักษาบรรยากาศท่องเที่ยวต่อเนื่อง หลังไทยได้รับความสนใจจากทั่วโลกช่วงประชุม IMF-World Bank พร้อมชี้ฐานะการคลังดีขึ้น ขาดดุลลดเหลือ 3.4% ของจีดีพี เตรียมทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางโดยใช้ตัวเลขล่าสุด

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยถึงแนวทางการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางออกนอกประเทศว่า ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากต้องการประเมินสถานการณ์และรักษาบรรยากาศการท่องเที่ยวของไทยให้ต่อเนื่อง 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

โดยเฉพาะหลังประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank ซึ่งช่วยสร้างความสนใจและทำให้ชาวต่างชาติจำนวนมากต้องการเดินทางกลับมาเที่ยวไทย

ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนของธุรกิจการบิน จึงต้องพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะภาระที่อาจตกกับสายการบินและผู้เดินทาง หากมาตรการภาษีทำให้ผู้เดินทางได้รับผลกระทบทั้งขาเข้าและขาออก อาจกลายเป็นภาระซ้ำเติมและส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยว

ดร.เอกนิติระบุว่า ในช่วงไตรมาส 4 คาดว่า การท่องเที่ยวยังมีโอกาสขยายตัว จากกระแสความสนใจประเทศไทยและความต้องการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยว จึงต้องการให้แรงส่งดังกล่าวเกิดความต่อเนื่องและช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทย

ฐานะการคลังดีขึ้น ขาดดุลลดเหลือ 3.4% ของจีดีพี

ด้านสถานะการคลังของประเทศ ดร.เอกนิติกล่าวว่า ตัวเลขล่าสุดที่ได้รับรายงานสะท้อนว่าการขาดดุลงบประมาณลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ 4.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เหลือ 3.4% ของจีดีพี ถือเป็นสัญญาณที่ดี และทำให้มีโอกาสบรรลุเป้าหมายการลดการขาดดุลลงสู่ระดับ 3% ได้เร็วกว่าที่กำหนดไว้เดิม

ตามแผนการคลังระยะปานกลางเดิม คาดว่า จะเข้าสู่เป้าหมายดังกล่าวในปี 2029 แต่จากตัวเลขล่าสุดมีแนวโน้มว่าจะทำได้เร็วกว่ากรอบที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังจะทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางทั้งหมด โดยใช้ข้อมูลประมาณการชุดใหม่ที่คาดว่าจะได้รับในเดือนหน้า เพื่อให้แผนสะท้อนสถานการณ์เศรษฐกิจและฐานะการคลังที่แท้จริง

ย้ำวินัยการคลัง ไม่ต้องการมาตรการที่เพิ่มภาระ

ดร.เอกนิติยังกล่าวถึงแนวทางการพิจารณามาตรการภาษีว่า ต้องดำเนินการภายใต้หลักวินัยการคลัง โดยกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา 26 เป็นกรอบสำคัญที่ต้องคำนึงถึง และรัฐบาลไม่ต้องการดำเนินมาตรการที่ขัดต่อหลักวินัยการคลัง

สถานการณ์การคลังของไทยมีความแตกต่างจากบางประเทศที่กำลังเผชิญต้นทุนการกู้ยืมสูง โดยยกตัวอย่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ที่อยู่ราว 5.2-5.3% และฝรั่งเศสที่ประมาณ 5% ขณะที่ไทยยังมีปัจจัยด้านวินัยการคลังและความเชื่อมั่นของตลาดที่ต้องรักษาไว้

นอกจากนี้ รายได้ภาครัฐในช่วงที่ผ่านมาอาจมีแนวโน้มดีกว่าที่ประเมินไว้บางส่วน โดยเฉพาะรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าการใช้จ่ายและราคาสินค้าที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม รายละเอียดตัวเลขรายได้และผลต่อแผนการคลังยังต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนนำมาประกอบการทบทวนแผนระยะปานกลาง