thansettakij
thansettakij
สรุปประชุม IMF–World Bank 2026 โลกโต 3.1% บน 3 แรงปะทะ "พลังงาน–AI–หนี้" ไทยได้การบ้าน "โตต่ำ"

สรุปประชุม IMF–World Bank 2026 โลกโต 3.1% บน 3 แรงปะทะ "พลังงาน–AI–หนี้" ไทยได้การบ้าน "โตต่ำ"

18 ต.ค. 69 | 04:50 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ต.ค. 69 | 04:51 น.

สรุปผลประชุม IMF–World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ 12–18 ต.ค. 69: IMF คาดโลกโต 3.1% เงินเฟ้อ 4.7% เฟดขึ้นดอกเบี้ย เตือนเลเวอเรจหุ้น AI ไทยโต 2.1% ต่ำสุดอาเซียน-5

KEY

POINTS

  • IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 ที่ 3.1% แต่ตัวเลขที่ดูนิ่งเกิดจากสองแรงหักล้างกัน วิกฤตพลังงานฉุดการเติบโตลง ขณะที่การลงทุน AI ดันขึ้น และการเติบโตกระจุกอยู่ในราว 32 ประเทศ
  • เงินเฟ้อโลกขึ้นเป็น 4.7% ธนาคารกลางหลักคุมเข้มพร้อมกัน เฟดขึ้นดอกเบี้ยสู่ 3.75–4.00% และเลิกส่งสัญญาณล่วงหน้า บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี
  • IMF เตือนเลเวอเรจในระบบนิเวศ AI กำลังเพิ่มขึ้น และเอเชียเสี่ยงเจ็บหนักที่สุดหากกระแส AI สะดุด
  • เศรษฐกิจไทยถูกประเมินโตเพียง 2.1% ต่ำสุดในอาเซียน-5 ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกขาดดุล ขณะที่ ธปท. มองไว้ที่ 2.3% และรัฐบาลตั้งเป้า "3% พลัส"
  • ไทยได้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งกรอบ Bangkok Blueprint ปราบภัยการเงินดิจิทัล การหารือทวิภาคีกว่า 50 เวที และวงเงินธนาคารโลก 200 ล้านดอลลาร์ปูทางตลาดคาร์บอน

การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ปิดฉากลงพร้อมผู้เข้าร่วมเกือบ 20,000 คนจาก 191 ประเทศ ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่มีการจัดประชุม นับเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพการประชุมอย่างยิ่งใหญ่ของไทยในรอบ 35 ปี นับจากปี 2534

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ภาพที่ผู้นำการเงินโลกฉายตลอดหนึ่งสัปดาห์ส่งสัฐญาณชัดเจนว่า เศรษฐกิจโลกยังยืนได้ แต่ยืนบนพื้นที่แคบลงเรื่อยๆ โดยนางคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการ IMF เปรียบว่าโลกเป็นเรือลำเดียวกัน ซึ่งกำลังถูกคลื่นเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์ซัด ขณะที่ความสามารถในการหักเลี้ยวหลบหลีกถูกจำกัดด้วยภาระหนี้สาธารณะ

นางคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการ IMF

โลก "นิ่ง" เพราะสองแรงหักล้างกัน

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) ฉบับตุลาคม 2569 คงคาดการณ์การเติบโตปี 2569 ไว้ที่ 3.1% ชะลอจาก 3.5% ในปี 2568 และปรับเพิ่มปี 2570 เป็น 3.4% ตัวเลขปีนี้เท่ากับที่ IMF คาดไว้เมื่อหนึ่งปีก่อน

แต่จอร์จีวาย้ำว่าความนิ่งนี้เป็นผลสุทธิของสองแรงที่สวนทางกัน แรงแรกคือวิกฤตอุปทานพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งดันเงินเฟ้อและกดการเติบโต แรงที่สองคือกระแสการลงทุนด้าน AI ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ

จาก 2 ปัจจัยดังกล่าว ทำให้ความแตกต่างการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงรุนแรงเมื่อมองลงไปรายประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามถูกปรับลดคาดการณ์อย่างมาก เช่น กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) ที่คาดว่าจะหดตัว 4.8% ในปีนี้ ส่วนประเทศในห่วงโซ่ AI ถูกปรับเพิ่ม เช่น ไต้หวันที่คาดว่าจะโต 10.7% และเวียดนาม 8.4%

IMF ระบุว่าปัจจุบันมีเพียง 32 ประเทศที่สร้าง 95% ของการเติบโตโลก ลดลงจาก 54 ประเทศเมื่อเดือนเมษายน และความเสี่ยงยังเอียงไปด้านลบ ทั้งสงครามที่อาจยืดเยื้อ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ภัยไซเบอร์ และสภาพอากาศสุดขั้ว

ราคาอาหารเป็นอีกแรงกดดัน นับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง ราคานำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น 50% และข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 37% ขณะที่ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งคาดว่าจะลากยาวถึงไตรมาสแรกปี 2570 จะยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันด้านราคาอาหาร

เงินเฟ้อกลับมา ธนาคารกลางคุมเข้ม "พร้อมกัน"

ประเด็นที่ผู้ร่วมประชุมพูดถึงมากที่สุดคือเงินเฟ้อ IMF คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปของโลกจะขึ้นจาก 4.1% เป็น 4.7% ในปีนี้ จากราคาพลังงานและอาหารเป็นหลัก

นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขึ้นเวทีระหว่างประเทศครั้งสำคัญที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 148 ของการดำรงตำแหน่ง เขาย้ำว่าเฟดจะรักษาเสถียรภาพราคา หลังขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ 3.75–4.00% เมื่อวันที่ 16 กันยายน ซึ่งเป็นการขึ้นครั้งแรกนับจากปี 2566 แต่เขาปฏิเสธที่จะบอกทิศทางการประชุมที่เหลือของปี โดยระบุว่านี่คือ "บทใหม่ของเฟด" ที่ไม่ใช้การชี้นำล่วงหน้าอีกต่อไป

นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

วอร์ชตั้งข้อสังเกตว่าธนาคารกลางเกือบทั่วโลกกำลังคุมเข้มพร้อมกัน "ไม่มีใครเกาะกินฟรี" สอดคล้องกับข้อมูลของ IMF ที่ว่าธนาคารกลางหลัก 14 จาก 33 แห่งขึ้นดอกเบี้ยนับจากไตรมาส 2 ปีนี้ จอร์จีวาสนับสนุนแนวทางนี้ โดยมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยวันนี้ดีกว่าการตามหลังสถานการณ์แล้วต้องขึ้นแรงกว่าในวันหน้า

ขณะที่ตลาดพันธบัตรก็ตอบรับเรื่องนี้แล้ว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002, 2009 และ 1996 ตามลำดับ ส่วนยีลด์ระยะยาวในเอเชียส่วนใหญ่ขึ้น 40–60 basis points ในปีนี้ ซึ่งหมายถึงต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นทั้งของรัฐบาลและภาคธุรกิจ

AI ทั้งเครื่องยนต์และจุดเปราะบาง

AI เป็นหัวข้อที่แทรกอยู่แทบทุกเวที วอร์ชมองว่า AI น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุดในชีวิตของเขาจนถึงตอนนี้ ในระยะกลางจะเป็น "ช็อกด้านอุปทานเชิงบวก" แต่ตอนนี้กำลังดันอุปสงค์ขึ้นก่อน และเส้นทางไปถึงจุดนั้นจะขรุขระ

ขณะที่รายงานเสถียรภาพระบบการเงินโลก (GFSR) ของ IMF ประเมินความเสี่ยงต่อระบบการเงินไว้ที่ระดับ "สูง" และชี้ว่าเลเวอเรจในระบบนิเวศ AI กำลังเพิ่มขึ้นใน 3 ช่องทาง

  • หุ้นกู้ของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่: สัดส่วนต่อการออกหุ้นกู้ระดับน่าลงทุนทั่วโลกเพิ่มจากไม่ถึง 1% เป็น 10% นับจากปี 2567
  • เฮดจ์ฟันด์และสินเชื่อมาร์จิ้น: ฐานะซื้อหุ้นรวมกับสินเชื่อมาร์จิ้นเพิ่มจาก 10% เป็นราว 15% ของ GDP ประเทศพัฒนาแล้ว
  • Leveraged ETF: สัดส่วนหุ้นรายตัวใน ETF แบบทวีคูณเพิ่มจาก 16% เป็น 28% จากการที่นักลงทุนรายย่อยใช้กองทุนประเภทนี้ลงทุนในหุ้น AI

IMF ยังพบธุรกรรม "การเงินแบบหมุนวน" ระหว่างบริษัท AI 14 รายการ มูลค่าการลงทุนในหุ้นราว 3 แสนล้านดอลลาร์ เสริมด้วยหนี้อีก 6.5 แสนล้านดอลลาร์ แลกกับคำมั่นซื้อบริการหรือชิปในอนาคตรวม 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ หากการลงทุน AI คลายตัว ฉากทัศน์ของ IMF ชี้ว่า GDP โลกอาจลดลงสูงสุด 0.4% ภายในปี 2571 และเอเชียจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะผูกกับห่วงโซ่การผลิต AI อย่างใกล้ชิด

ในด้านแรงงาน ข้อมูลประกาศรับสมัครงานกว่า 40 ล้านรายการในเอเชียพบว่า ความต้องการแรงงานในอาชีพที่ AI ทำแทนได้มากลดลงเกือบ 10% แล้วทรงตัว ขณะที่บริษัทที่ใช้ AI จ้างงานเพิ่มเร็วกว่า

IMF จึงสรุปว่า AI กำลัง "ปรับรูปงาน" มากกว่า "ลบงาน" ด้านจอร์จีวาเตือนบนเวที Small AI ว่างานระดับเริ่มต้นที่ทำซ้ำเป็นกิจวัตรมีแนวโน้มถูกแทนที่ก่อน ซึ่งกระทบคนรุ่นใหม่ที่กำลังหางานแรก

อีกความเสี่ยงที่ทุกเวทีกังวลคือภัยไซเบอร์ จอร์จีวาระบุว่าระยะเวลาตั้งแต่พบช่องโหว่จนถึงถูกโจมตีหดจากหลายเดือนเหลือหลายชั่วโมง และอีกไม่นานอาจเหลือเพียงไม่กี่นาที

หนี้สาธารณะ กันชนที่บางลงเรื่อยๆ

ขณะที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เครื่องมือรับมือกลับน้อยลง นายโรดริโก วัลเดส ผู้อำนวยการฝ่ายการคลังของ IMF ระบุว่าการขาดดุลการคลังของหลายประเทศขยายตัวมากกว่าคาด แทนที่จะทยอยลดลง และหนี้ที่สูงในวันนี้มาพร้อมดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ต่างจากช่วงดอกเบี้ยสูงเมื่อ 15–20 ปีก่อน ซึ่งหนี้สาธารณะยังต่ำกว่านี้มาก

ที่ประชุมคณะกรรมการการเงินและการคลังระหว่างประเทศ (IMFC) เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม เห็นพ้องให้ลดความเปราะบางทางการคลังและปรับฐานะการคลังให้สมดุล ขณะที่จอร์จีวาย้ำว่าประเทศหนี้สูงต้องมีแผนการคลังระยะกลางที่น่าเชื่อถือและคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ส่วนรายงานของ IMF เสนอให้ใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะกลุ่มแทนการอุดหนุนราคาแบบหว่านแห

การประชุมคณะกรรมการการเงินและการคลังระหว่างประเทศ (IMFC) เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569

จอร์จีวายังเรียกร้องให้มหาอำนาจเศรษฐกิจแก้ความไม่สมดุลของโลก โดยสหรัฐฯ ต้องออมมากขึ้น จีนต้องบริโภคมากขึ้น และยุโรปต้องลงทุนมากขึ้น

ไทยในสายตา IMF: แข็งแรงด้านเสถียรภาพ แต่โตช้า

สำหรับไทย ข่าวที่สร้างแรงสะเทือนที่สุดของสัปดาห์คือคาดการณ์ GDP ปี 2569 ที่ 2.1% และทรงตัวที่ 2.1% ในปี 2570 แม้จะปรับขึ้นจาก 1.5% ในเดือนเมษายน แต่ยังต่ำสุดในกลุ่มอาเซียน-5 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 4.4% อยู่กว่าเท่าตัว

IMF ยังคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะพลิกจากเกินดุล 3.0% ของ GDP ในปี 2568 เป็นขาดดุล 1.2% ในปีนี้ จากค่านำเข้าพลังงาน ส่วนเงินเฟ้อไทยจะดีดจาก −0.1% เป็น 2.1%

เมื่อเจาะลึกในหนังสือ "Shaping the Future of Asia" ที่ IMF เปิดตัวในวันแรก พบว่าไทยอยู่กลุ่มเดียวกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน คือกลุ่มที่ประชากรวัยแรงงานหดตัวแล้ว และระบุว่าไทยกับเวียดนามเสี่ยง "แก่ก่อนรวย" ขณะที่ความพร้อมด้าน AI ของไทยอยู่ระดับปานกลาง คาดว่าจะปรับสู่ AI เต็มรูปแบบในช่วงทศวรรษ 2030–2040 หมายความว่าแรงฉุดจากสังคมสูงวัยจะมาก่อนแรงหนุนจากเทคโนโลยี

ขณะที่นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโตราว 2.3% จากการส่งออกที่คาดว่าจะโต 17–18% และการลงทุนเอกชนกับ FDI ราว 13% แต่ยอมรับว่า GDP ศักยภาพของไทยลดลงเหลือราว 2.7% จากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการลงทุนต่ำมาหลายทศวรรษ ผลิตภาพถดถอย กำลังแรงงานลดลงจากสังคมสูงวัย และหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 86–87%

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ด้านนายเอกนิติยืนยันว่าไทยมีศักยภาพโตได้มากกว่าที่ IMF คาด หากเดินหน้านโยบายที่ให้การลงทุนนำการเติบโต รัฐบาลและเอกชนตั้งเป้า "3% พลัส" แต่เมื่อถูกถามว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้หรือไม่ เขาตอบเพียงว่า "ก็พยายามทำให้เร็วที่สุดครับ"

จุดแข็งที่ไทยชูบนเวทีโลกคือวินัยการคลัง หนี้สาธารณะราว 60% ของ GDP ต่ำกว่าหลายประเทศตะวันตกที่เข้าใกล้ 100% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีปรับขึ้นน้อยกว่าสหรัฐฯ มาก ขณะเดียวกัน ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในครึ่งแรกของปีพุ่ง 47% จากการย้ายฐานการผลิตในอุตสาหกรรม AI อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และยานยนต์ไฟฟ้า

สิ่งที่ไทยได้กลับมา

ต้องยอมรับว่าการประชุมครั้งนี้ไทยได้ชื่อเสียงในฐานะเจ้าภาพ โดยจอร์จีวากล่าวว่าทั้งโลกได้รับประโยชน์จากการต้อนรับของไทย และนายมูฮัมหมัด อัลจาดาน ประธาน IMFC ระบุว่าไทย "ตั้งมาตรฐานไว้สูงมาก" ให้เจ้าภาพครั้งต่อไป นอกจากนี้ไทยยังได้ผลลัพธ์เชิงนโยบายหลายด้าน ดังนี้

  • Bangkok Blueprint: กรอบ 5 เสาหลัก 12 ข้อพิจารณา ที่ ธปท. จัดทำร่วมกับ IMF และธนาคารโลก เพื่อป้องกันและสกัดเส้นทางเงินจากภัยการเงินดิจิทัลข้ามพรมแดน และได้รับการสนับสนุนจากสมาชิก IMFC ความเสียหายจากการฉ้อโกงในไทยลดจากกว่า 43,000 ล้านบาทในปี 2567 เหลือกว่า 9,000 ล้านบาทในครึ่งแรกของปี 2569 ขณะที่ความเสียหายทั่วโลกประเมินไว้ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
  • ดีลทวิภาคีกว่า 50 เวที: รวมถึงการลงนามอนุสัญญาภาษีซ้อนกับนอร์เวย์ ความร่วมมือด้านตลาดทุนกับลักเซมเบิร์ก การหารือกับธนาคารโลกและ ADB เรื่องระบบบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาและป่าสัก และข้อตกลงกับ ADB สนับสนุนโรงพยาบาลรองรับสังคมสูงวัย
  • เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: ธนาคารโลกให้วงเงินกู้ 200 ล้านดอลลาร์ผ่าน EXIM Bank ภายใต้โครงการเมืองคาร์บอนต่ำ (LCC) โดยมีธนาคารกรุงไทยและตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมพัฒนากลไกซื้อขายคาร์บอนเครดิต
  • ยุทธศาสตร์ "Trusted Connector": วางไทยเป็นผู้เชื่อมระหว่างมหาอำนาจกับประเทศขนาดเล็ก ผ่านโครงข่ายพลังงานสะอาดลาว–ไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์ กรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) และการเจรจา FTA กับยุโรป

5 เรื่องที่ต้องจับตาหลังจากนี้

  1. ทิศทางดอกเบี้ยโลก: การประชุม FOMC อีก 2 ครั้งที่เหลือของปี ในวันที่เฟดไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้าแล้ว ตลาดเสี่ยงผันผวนสูงขึ้น และกระทบทิศทางเงินบาทกับการตัดสินใจของ กนง.
  2. สัญญาณฟองสบู่ AI: การออกหุ้นกู้ของกลุ่มเทค เลเวอเรจในตลาด และกำไรจริงของบริษัท AI เทียบกับความคาดหวัง โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียที่ผูกกับห่วงโซ่ AI
  3. ราคาพลังงานและอาหาร: ความยืดเยื้อของสงครามตะวันออกกลางและเอลนีโญ ซึ่งกระทบทั้งต้นทุนธุรกิจและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย
  4. ช่องว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจของระหว่าง 2.1% กับ 3%: วัดกันที่ว่ายอดขอส่งเสริมการลงทุนแปลงเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงได้เร็วแค่ไหน และ SMEs ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานได้มากเพียงใด
  5. การปฏิรูปการคลังและกติกาใหม่: แผนกระทรวงการคลังในการลดรายจ่ายซ้ำซ้อน ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี และเก็บภาษีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ รวมถึงมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนที่บริษัทจดทะเบียนต้องเตรียมรับ

ก่อนปิดการประชุม จอร์จีวากล่าวว่า IMF จะน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กลับไปยังวอชิงตัน ใจความคือประโยชน์และผลดีทั้งหลายไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องค่อยๆ สร้างสมให้แข็งแรงขึ้นตามกาลเวลา ซึ่งอาจเป็นข้อเตือนใจที่ตรงที่สุดสำหรับเศรษฐกิจไทยเช่นกัน

ความสำเร็จของเจ้าภาพจบลงพร้อมกับงานประชุม แต่โจทย์การยกระดับการเติบโตจาก 2% ไปสู่ 3% เพิ่งเริ่มต้น